กองกำลังตำรวจทหารเมืองลำปางที่ติดตามเข้าไปปราบกองโจรเงี้ยวบ้านบ่อแก้ว แขวงเมืองลอง ต้องแตกพ่ายล่าถอยเสียหายยับเยินกลับมา ก่อนถึงลำปาง ข่าวติดตามมาก็คือเมืองลองแตกแล้วก็เข้าแพร่เงี้ยวปล้นเมืองได้ แสดงความเหี้ยมโหดร้ายผิดมนุษย์โดยเฉพาะคนไทย เงี้ยวจะไม่เว้นเลยแม้จะเป็นเด็กหรือหญิงก็ตามต้องประหัตประหารหมดกว่า ๓๐ ศพ เป็นการทารุณกรรมข่มขวัญให้ละทิ้งไปเสียจากมณฑลพายัพตามแผนการที่วางไว้ และประกาศแจ้งชัดล่วงหน้าว่า จุดหมายต่อไปคือ ลำปาง “ขณะนี้เมืองลำปางกำลังอยู่ในระหว่างอันตราย ได้โปรดโทรเลขโดยด่วนสั่งเจ้าหลวงเมืองลำปางให้อยู่ช่วย ฯ จนถึงวาระสุดท้าย และโปรดแจ้งไปว่า ถ้าหากเมืองลำปางถูกโจมตีและคนของเจ้าหลวงช่วยช่วยให้ปลอดภัยไปได้ อันเป็นการป้องกันเมืองลำพูนและเชียงใหม่ไว้เขาจะได้รับรางวัลอย่างสูง ขอให้ส่งทหารไปทางเมืองระแหงทันที”

“ในเวลานี้เจ้าเมืองแพร่ได้ส่งหนังสือมายังเจ้าเมืองลำปาง ให้เงี้ยว ๒ คน ซึ่งเป็นคนของหลวงจิตรจำนงถือมามีความว่า พวกผู้ร้ายได้ฆ่าพระยาราชฤทธานนท์ และข้าราชการไทยบางคนตายในเมือง แต่พวกผู้ร้ายไม่ได้ทำอันตรายแก่เจ้านายหรือชาวเมือง และไม่ได้ลักทรัพย์ของเจ้านายอย่างใดเลย พวกผู้ร้ายตั้งใจแต่จะฆ่าคนไทยและคิดจะตีเมืองนครลำปางใน ๒ – ๓ วันนี้ ราษฎรแตกตื่นกันมาก และเตรียมตัวที่จะหนีอพยพออกจากเมือง ข้าพระพุทธเจ้าเป็นที่ลำบากมากได้การที่ราษฎรกลัวผู้ร้ายนั้นเป็นอย่างยิ่งเหลือกำลังที่จะระงับได้ ได้อยู่อย่างเดียว นอกจากจะมีทหารมาก ๆ จึงจะระงับไม่ให้คนในพื้นที่แตกตื่นไปได้”
“ได้โปรดโทรเลขสั่งเมืองพิชัยและสวรรคโลกให้ออกเดินทางไปแพร่โดยด่วนลำปางใกล้จะเป็นอันตราย ผู้ร้ายกำลังมุ่งหน้าแล้ว ด่านหน้าของเราอ่อนกำลังต้องการคนเกรงว่าเมืองลำปางจะถูกโจมตี ข้าหลวงและกองทหารจากเชียงใหม่ก็ยังมาไม่ถึง”
“ได้รับข่าวอย่างแน่นอนวันนี้เองว่า ขณะนี้สล่าทุนลา คนในบังคับอังกฤษ กำลังปฏิบัติงานเป็นสายลับของพวกผู้ร้ายที่เข้าปล้นเมืองแพร่ ขอได้โปรดปฏิบัติการที่จำเป็น ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษในกรุงเทพ โทรเลขแจ้งไปยังกงสุลอังกฤษที่เชียงใหม่โดยด่วนให้เรียกตัวาล่าทุนลาไปเชียงใหม่และจับกุมไว้สอบสวน ในระหว่างที่สล่าทุนล่าไม่อยู่ในเมืองลำปางก็จะซาลง การเรียกตัวสล่าทุนล่าไปเชียงใหม่ยิ่งทำเร็วได้เท่าไหร่ เหตุการณ์ในเมืองลำปางจะดีขึ้นเท่านั้น”
ข้อความข้างต้นคือโทรเลขฉบับแล้วฉบับเล่าของข้าหลวงนครลำปาง พระมนตรีพจนกิจทยอยส่งมายังมหาดไทย แสดงออกถึงความเร่าร้อนปริวิตกกังวลอย่างสูงสุดต่อวิบัติภัยอันตรายร้ายแรงอันจะเกิดแก่ชีวิตข้าราชการไทยคนไทย และสถานการณ์ของเมืองลำปางอันจวนเจียนจะถึงจุดวิกฤต โดยรู้อย่างแน่นอนแล้วว่าจะต้องบังเกิดขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงและสู้ได้ ลำปางจึงตกอยู่ในสภาวะท้อแท้ว้าเหว่สิ้นหวังหวาดผวาสะดุ้งหวาดเสียวต่อชะตากรรมที่จะต้องประสพเช่นเดียวกับเมืองแพร่ ขณะนั้นมีตำรวจ ๑๑๒ คน ทหาร ๓๕ คน ที่จะต่อสู้ป้องกันเมือง ส่วนพลเมืองก็ขวัญเสีย กลัวเงี้ยวเสียจนไม่คิดสู้ ตั้งหน้าจะนี้เข้าป่าท่าเดียว อาวุธปืนและกระสุนต้องสูญเสียไปที่บ้านบ่อแก้วเป็นจำนวนมาก ไม่มีทางจะหามาทดแทนใหม่ได้เลย ที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอที่จะรับมือกองโจรเงี้ยวที่มีกำลังมากกว่า ๓ – ๔ เท่าตัว ทั้งอาวุธปืนและกระสุนที่ยึดได้จากของทางราชการที่บ้านบ่อแก้วและเมืองแพร่เพิ่มขึ้นอีกมากมายได้ เสบียงอาหารก็ขาดแคลน ก็ได้แต่ทอดอาลัยในชีวิต รอคอยรับชะตากรรมด้วยใจระทึกขวัญสยองผ่านไปวันหนึ่ง ๆ อย่างแสนทรมานใจ
ก็พอดีวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๑๒๑ เชียงใหม่ส่งนายร้อยเอกแฮนซ์ มาร์คเวิด เย็นเซ็น ชาวเดนมาร์ค ครูผู้ฝึกตำรวจภูธรที่เชียงใหม่คุมกำลังตำรวจ พร้อมอาวุธปืนและกระสุนมาเสริมกำลังให้ ๕๐ นายมาถึง เชียงใหม่ไม่กล้าให้มามาก เกรงเงี้ยวจะลุกฮือขึ้นเหมือนกันเพราะแสดงทีท่าแปลก ๆ
ในที่สุดวันรอคอยอันแสนนานก็มาถึง
เงี้ยวมีความหวังอันสูงส่งที่จะเผด็จศึกปล้นยึดเมืองนครลำปางได้ในครั้งนี้ เพราะพร้อมแล้วทุกอย่าง มีกำลังใจอย่างมากจากการประสพชัยชนะอย่างง่ายติด ๆ กันถึง ๒ ครั้ง ได้อาวุธปืนอย่างดีหลายสิบกระบอกพร้อมกระสุนปืนอีก ๒ หีบ ได้กำลังเพิ่มเติมจากเงี้ยวด้วยกันเองเข้ามาสมทบ และคนเมืองเกณฑ์จากแพร่ พร้อมทั้งเสบียงอาหารเหลือเฟือเจ้าหลวงแพร่เกณฑ์ให้ การต่อต้านลำปางก็มีตำรวจหยิบเมืองเดียว อาวุธปืนมีไม่เพียงพอ และจะไม่ประสบการต่อต้านทานจากคนเมืองเพราะขวัญเสีย หนีท่าเดียว ชัยชนะจึงอยู่แค่เอื้อม
ดังนั้นในวันที่ ๑ สิงหาคม ๑๒๑ เวลาเที่ยง พะก่าหม่องหัวหน้าเงี้ยว มีโปคำสัง โปคำซ้าย และคำมี เป็นผู้ช่วยยกกำลังกองโจรเงี้ยว ๒๐๐ คน ออกจากเมืองแพร่มุ่งหน้าไปลำปาง ให้ส่างกรานเงี้ยวบังคับอังกฤษ ผู้ประหารนายร้อยตรีตาดอยู่ดูแลเมืองแพร่แทน มีเงี้ยวจากเมืองลอง เมืองสองและระหว่างทางเข้าสมทบอีกด้วย ๒๐๐ คน เมื่อเข้าโจมตีลำปางมีเงี้ยวประมาณ ๔๐๐ คน เดินทางมาถึงเมืองลำปางเมื่อ ๔ สิงหาคม ๑๒๑ เมื่อถึงตอนเช้ามืด ก็เข้าโจมตีพร้อมกัน ๒ ด้าน ทั้งด้านเหนือและด้านใต้โดยทันที จุดไฟเผาบ้านเรือนราษฎรให้ผู้คนแตกตื่นออกมาสับสนอลหม่านเป็นการข่มขวัญ แล้วก็กรูเกรียววิ่งดาหน้าเข้ามาตามถนนในเมือง กองตำรวจภูธรของนายร้อยเอกเย็นเซ็นที่ประจำอยู่ตามที่กำบังกีดขวางได้ยิงต่อสู้อย่างทรหดและได้ผลยิ่งถึง ๒ ชั่วโมง เลือกยิงที่วิ่งดาหน้าเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวอะไรตายศพแล้วศพเล่า สามารถขับไล่ผลักดันกองโจรเงี้ยวถอยหนีออกจากเมืองไปได้สำเร็จ โดยไม่มีผู้ใดเสียชีวิตสักคนเดียว นายร้อยเอกเย็นเซ็นรายงานเหตุการณ์เกิดขึ้นในเมืองลำปางถึงเสนาบดีมหาดไทย ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคา ๑๒๑ ดังนี้ “ตามคำสั่งจากพระยานริศร ให้เดินทางไปลำปางเพื่อป้องกันเมืองจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ ข้าพเจ้าออกจากเชียงใหม่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ถึง ๒๙ เมื่ออยู่ในลำปาง การโจมตีจากคนร้ายซึ่งปล้นเมืองแพร่ คาดหมายกันทุกวัน ชาวเมืองยุ่งอยู่กับการทำเครื่องกำบังกีดขวาง ภายใต้การควบคุมของลิโอโนเวนซ์ทอมสัน เจ้าหลวงวางยามตำรวจและชาวบ้านที่ถนนทุกสายมาจากแพร่ เมื่อคำเครื่องกำบังกีดขวางเสร็จ ข้าพเจ้าเรียกตำรวจทุกคนที่จะเรียกได้มาจากภายนอก ให้มารักษาการตามเครื่องกำบังกีดขวางทั้งกลางวันและกลางคือ ตอนบ่ายวันที่ ๓ สิงหาคม มีรายงานมาว่า พวกโจรตีบ้านแม่เมาะได้ สกัดจับหนังสือจากหัวหน้าโจรได้ความว่า จะโจมตีลำปางตอนกลางวัน วันที่ ๔ และบอกชาวบ้านป่าขามให้อยู่เฉย ๆ เมื่อได้ยินเสียงปืน เป็นที่เข้าใจในเมืองว่า พวกโจรจะฆ่าเฉพาะข้าราชการไทย คนไทยและตำรวจหรือทหารในเครื่องแบบทั้งหมด แต่จะไม่ทำอะไรเจ้าหลวง เจ้า หรือชาวลาว ตอน ๕ น. วันที่ ๔ พวกโจรประมาณ ๔๐๐ คน เข้าโจมตีเป็นกองใหญ่ ๒ กอง กองหนึ่งข้ามแม่น้ำ ตามถนนมุ่งสู่บ้านข้าหลวง เป็นกองที่ผ่านเครื่องกำบังกีดขวาง ๓ แห่ง เข้าบ้านนายพ่วง แล้วก็เข้าบ้านข้าหลวง ข้าพเจ้าผลักดันการโจมตีของกองถนนด้านเหนือเครื่องกำบังกีดขวางถอยกลับไป และพาคนไปเสริมกำลัง ณ เครื่องกีดขวางที่ถนนด้านใต้ ขณะที่ยังกำลังยิงตอบกลับอยู่ ที่นี่การโจมตีถูกผลักดันออกไปและโจรถอยหนีก็ยิงไปยังบ้านหลายหลังโจรตาย ๒๐ ศพในเมือง แล้วก็มีรายงานตายนอกเมืองเพิ่มขึ้นถึง ๖๐ ศพ เป็นที่รู้กันว่าโจรจะโจมตีใหม่ในวันรุ่งขึ้น ทหารส่วนมากและหัวหน้าพากันหนีหมด มานายร้อนโทคนหนึ่ง และคน ๒๐ คน ยังคงอยู่ ณ เครื่องกำบังกีดขวางแห่งหนึ่ง เป็นจุดที่ไม่ถูกโจมตี และอีกแห่งหนึ่งเป็นข้อยกเว้น ที่ยังมีพลตำรวจเหลืออยู่ ๔ คน เมื่อถูกโจมตีแล้วตำรวจรักษาการณ์ด้านนอกเมืองเปลื้องเครื่องแบบออกแล้วหายตัวไป ตำรวจ ๘ คนตามเครื่องกำบังกีดขวางต่าง ๆ ก็หนีไป ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดการโจมตีลง ข้าพเจ้ามีตำรวจ ๗๐ คน กระสุดปืนเหลือคนละ ๕๐ นัด โดยที่ได้รับคำสั่งจากพระยานริศร หน้าที่อันดับแรกของข้าพเจ้าคือจัดหาความปลอดภัยให้เจ้าหลวง และโดยที่มีข่าวลือหนาหูว่าโจร ๑,๐๐๐ คนจะเข้าโจมตีอีก ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะแจ้งให้เจ้าหลวงทราบว่า มีกระสุนปืนเหลือเพียง ๕๐ นัดต่อคน และแจ้งต่อไปว่าคนของข้าพเจ้าท้อแท้ใจเนื่องด้วยทหารทั้งหมดและข้าราชการสยามได้หนีไปหมด ข้าพเจ้าสามารถจะต่อต้านการโจมตีได้ แต่ถ้ากระสุนปืนใช้หมด ก็จะทำให้ข้าพเจ้า ก็จะไม่สามารถป้องกันเขาได้ โดยที่คนของข้าพเจ้าทั้งหมด เจ้าหลวงตกลงตามคำแนะนำที่จะอพยพ ซึ่งได้กำหนดเวลาเที่ยงคืน ขณะเดียวกันนี้ สิ่งที่มีค่าของเจ้าหลวงและเงิน ถูกขนไปยังบ้านลิโอโนเวนซ์ ไม่ว่าเจ้าหลวงจะไปไหน สตรีและเด็ก ๆ ของเขาก็จะต้องไปอยู่ที่นั้นด้วย ตอนหลังสุดข้าพเจ้าเปิดคลังขนเงินไปให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าจะหาคนแบบไปยังบ้านลิโอโนเวนซ์ได้ จัดคนเฝ้าไว้จนกว่าข้าพเจ้าจะไปเอาเงินที่เหลือเมื่อได้คนแบกเพิ่มขึ้นมาอีก ตอนขากับข้าพเจ้าพบว่าเมืองร้าง และตำรวจของข้าพเจ้าทุกคนหายหมด การอพยพไปยังห้างฉัตรเริ่มขึ้น มีแขกอินเดีย ๑๒ คน เป็นกองระวังหลัง ถึงห้างฉัตรประมาณ ๖ โมงเช้า ทราบว่ามีตำรวจอยู่เบื้องหน้าของข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปเชียงใหม่ ข้าพเจ้าขี่ม้าไปตาม นำกลับมาได้ประมาณ ๕๐ คนที่หลบหนีไปกลับมาลำปาง เจ้าหลวงได้ชาวบ้านมาอีก ๓๐๐ คนที่ห้างฉัตร แล้วเราเดินกลับมาลำปางก็พบว่าเงินที่เหลือในคลังถูกปล้นไปหมด เช่นเดียวกับที่บ้านข้าหลวง ร้านหลายร้าน การปล้นกระทำโดยคนลาวเท่านั้น โดยที่ไม่มีการโจมตีอีก แต่ในกรณีที่มีการโจมตี เป็นที่สงสัยว่า จะมีคนและกระสุนปืนเพียงพอแล้วหรือ เชียงใหม่ก็ปฏิเสธการช่วยเหลือ เมืองขณะนี้เงียบ แต่การโจรกรรมโดยคนลาวเกิดขึ้นในเรือขึ้นล่องแม่น้ำถูกปล้น แต่เป็นไปไม่ได้ที่สงส่งตำรวจออกไปนอกเมือง ก่อนที่กองกำลังสนับสนุนจะมาถึง นักโทษเงี้ยว ๒๒ คนถูกยิงขณะพยายามหนีตอนมีการโจมตี”
เป็นที่สังเกตว่า โจรเงี้ยวถูกยิงตาย ๖๐ ศพ การชันสูตรพลิกศพไม่ปรากฏว่ามีศพพะก่าหม่องรวมอยู่ด้วย ถ้ามีอย่างนานอนต้องประกาศให้รู้โดยทั่วกันทันที เพราะเด็จชีพหัวหน้าสำคัญเงี้ยวลงได้แล้ว เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองลำปางต่อไปเป็นอย่างไร ปรากฏตามรายงานโทรเลขของเจ้าบุญวาทวงษ์มานิตย์ เจ้าหลวงเมืองลำปาง และพระยามนตรีพจนกิจ ข้าหลวงเมืองลำปาง ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๑๒๑ ถึงเสนาบดีมหาดไทย ดังนี้ “ตามโทรเลขที่ ๑ ซึ่งข้าพเจ้าได้ต่อสู้พวกผู้ร้ายเงี้ยวตายแตกตื่นหนีไปนั้น ครั้นเวลาบ่าย ๕ โมงเศษวันนี้ ข้าพเจ้าสืบได้ความว่าผู้ร้ายเงี้ยวมั่วสุมพรรคพวกอยู่ที่เมืองเมะ ๗๐๐ คน จะพากันยกเข้ามาตีอีก ข้าพเจ้าได้เรียกประชุมถามความเห็น นายพันตรี เจ้าราชภาติกวงษ์ แลกัปตันเย็นเซ็นพูดในที่ประชุมว่าถ้าพวกผู้ร้ายเงี้ยวเข้าตีอีกเห็นจะต้านไม่ได้ โดยลูกปืนไม่มีพอ ทั้งเวลานี้ทหารแลพลเมืองก็พากันแตกตื่นละทิ้งหน้าที่ไปเสียมาก ไม่เป็นหมวดเป็นหมู่ จึงเห็นพร้อมกันควรจะถอยไปเกณฑ์กำลังตั้งมั่นอยู่ที่แขวงห้างฉัตร รวบรวมราษฎรแลทหาร พลตำรวจก่อน จึงเข้าตั้งมั่นตามเดิม ข้าพเจ้าพร้อมกันเปิดคลังขนเงินหลวงไปฝากที่บ้านมิสเตอร์หลุยส์ ๕๐,๕๐๐ บาทเศษ เป็นหลักฐานแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้พร้อมกันออกไปตั้งอยู่แขวงห้างฉัตรได้วันกับคืนหนึ่ง ได้กำลังพอแล้ว จึงได้พากันยกมาในเมืองตั้งมั่นป้องกันอยู่ตามเดิม เมื่อเวลากลับถึงเมือง ข้าพระพุทธเจ้าได้ประกาศป่าวร้องให้ราษฎร พ่อค้ากลับเข้ามาอยู่บ้านตามเดิม แต่พวกผู้ร้ายเงี้ยวหนีกลับไปเมืองแพร่แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรวจดูสถานที่ทำการเห็นเป็นอันตรายอยู่ที่ศาลเมืองแห่งหนึ่ง ถ้อยคำสำนวนกระจัดกระจายหมด แต่เมื่อวันผู้ร้ายเงี้ยวเข้าปล้นต่อสู่กันนั้น ตำรวจภูธรแลพระทำมะรงได้ยิงผู้ร้ายนักโทษเป็นเงี้ยวตาย ๑๗ คน คนไทยเมือง ๒ คน โดยพวกนี้พร้อมใจกันหักโซ่กุญแจ แลกว่าวาจาแสดงกิริยาจะต่อสู้ ได้ตีถูกพลตำรวจคนหนึ่ง ส่วนนักโทษนอกจากนี้ได้พากันแหกตารางหลบหนีไปก็มี ถูกปืนตำรวจยิงตายไปก็มี ในเวลานั้นเป็นการวุ่นวายเหลือกำลัง ข้าพระพุทธเจ้าจะป้องกันทั่งถึง ส่วนเงินในคลังนั้น ได้ตรวจดูจำนวนเงินตกค้างอยู่ในกำปั่นสูญหายไปราวสามหมืนเศษ โดยเวลานั้นหากุญแจไม่ได้ เงินหลวงที่สูญหายไปนี้ ไม่ใช่ผู้ร้ายเงี้ยวเก็บไป ข้าพระพุทธเจ้าไตร่สวนได้ความว่าเป็นพลเมืองทั้งสิ้น เวลานี้สืบสวนได้เงินคืนแล้ว ๘๐๐ เศษ แลรู้จักตัวผู้เข้าแย่งชิงเงินหลวง ๑๐คน แล้ว หวังด้วยเกล้า ฯ ว่าจะได้คืนอีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายเช่นนี้ เป็นอันเหลือกำลังที่จะป้องกันทั่วถึง เพราะเป็นการวุ่นวายพะว้าพะวังหาที่สุดมิได้ ส่วนกำลังเมืองอื่น ๆ ก็ไม่ได้มาช่วยทันท่วงที กำลังที่เชียงใหม่แงให้เจ้าราชบุตรคุมกำลังลงมาช่วยนั้น เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นในเวียง กลับพากันเที่ยวแย่งชิงสิ่งของราษฎร แลช่วยซ้ำปล้นทำอันตรายกับบรรดาข้าราชการฝ่ายไทยได้รับความเดือดร้อนหลายอย่าง หาเข้าช่วยรบพวกผู้ร้ายเงี้ยวไม่ ข้าพระพุทธเจ้าจะได้ไต่สวนกราบทูลภายหลังเป็นเรื่องหนึ่ง เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยเจ้านาย ข้าราชการทั้งหลายได้พร้อมกันจัดการรักษาบ้านเมืองไว้เรียบร้อย ส่วนราษฎรพ่อค้าได้เปิดตลาดค้าขายเป็นปกติตามเดิมแล้ว เมื่อกองทัพมาถึง ข้าพระพุทธเจ้าจะได้การปราบปรามตามเขตแดนต่อไป เหตุที่เป็นไปเช่นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ความเดือดร้อนแลเกือบจะตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ เดชะบารมีปกเกล้าอยู่ บ้านเมืองแลข้าราชการจึงไม่เป็นอันตราย”
นี่ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลำปาง รายงานโดยขุนวิจิตรนิติญาณ พนักงานอัยการนครลำปาง ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๑๒๑ ไปยังข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ “๑. ด้วยเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๑๒๑ ได้ทราบว่าพวกเงี้ยวผู้ร้ายยกมาถึงขวางหางไหล จากเมืองนครลำปางเดินทาง ๓ ชั่วโมง จะเข้ามาตีนครลำปาง ถึงเวลากลางคืน ข้าหลวงประจำนคร ข้าหลวง ผู้ช่วย ผู้พิพากษา พร้อมด้วยข้าราชการที่มีสัญญาบัตรและไม่มีสัญญาบัตรหลายนาย พากันหนีออกจากนครลำปางไปนครเชียงใหม่ แต่เหลือข้าพเจ้าผู้เดียว เพราะเวลาเมื่อจะหนี ข้าพเจ้าหาทราบไม่ ๒. ครั้งถึงเวลาเช้าพอเวลาได้อรุณ พวกเงี้ยวประมาณ ๓๐๐ คนเศษ เข้าโจมตีเมืองนครลำปางด้านเหนือทางด้านป่ามะขาม ศาลาวังทาน เอาเพลิงเผาเรือนราษฎรลุกลามขึ้น พวกตำรวจภูธรกับพลเมืองที่รักษาประตู รักษาด่าน รักษาคุ้มหลวง ได้ต่อสู้รบกับพวกเงี้ยวผู้ร้ายโดยสามารถ สู้รบกันอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง พวกเงี้ยวผู้ร้ายก็แตกหนีไป ฝ่ายเมืองยิงพวกเงี้ยวผู้ร้ายตาย ๒๔ คน ที่ถูกปืนบาดเจ็บป่วยไปตายที่เขาพระยาแจ้สัก ๒๐ คนเศษ แต่ฝ่ายเมืองหามีผู้ใดถูกบาดเจ็บแลตายไม่ แต่เพลิงไม้เรือนราษฎรสิ้นไป ๙ หลังคาเรือนแล้วก็โทรมดับไป ครั้นพวกเงี้ยวแตกหนีไปแล้ว เงี้ยวที่ต้องจำขังอยู่ในกองเรือนจำ เจ้านครลำปางฆ่าเสียหมด นักโทษที่เป็นคนไทยลาว เจ้านครลำปางถอดปล่อยไปหมดสิ้น แลเวลาเมื่อรบกันอยู่ทางเมืองเหนือนั้น ทหารเชียงใหม่พลที่รักษาประตูด้านใต้ข้ามแม่น้ำวิ่งหนีไปทางนครเชียงใหม่ ข้าพเจ้ามีความตกใจกลัวโดยได้ทราบว่าข้าหลวงประจำนครกับข้าราชการทั้งหลายพากันหนีไปหมดแล้ว เหลืออยู่แต่ข้าพเจ้าผู้เดียว ถ้าเป็นเหมือนเช่นเมืองแพร่ ข้าพเจ้ากับบุตรภรรยาก็คงต้องพากันตายหมด ข้าพเจ้าจึงได้พาบุตรภรรยาหนีออกจากเมืองไปซุ่มซ่อนอยู่ที่บ้านทุ่งฮ้อ ทางไกลจากเมืองเดินทางไกล ๕ ชั่วโมง เพื่อคอยสืบข่าวร้ายแลดีอยู่ ๓.ครั้นรุ่งขึ้น ๕ สิงหาคม ได้ทราบว่าพวกเงี้ยวผู้ร้ายหนีกลับไปทางเมืองแพร่ ข้าพเจ้าจึงได้พาบุตรภรรยากลับเข้ามาอยู่บ้านเป้า ทางไกลจากเมืองเดินทาง ๒ ชั่วโมง แล้วกลับได้ทราบว่าเจ้านครลำปางเจ้านครผู้ใหญ่ผู้น้อย พากันออกจากเมืองไปพักอยู่ที่บ้านห้างฉัตรทางไกลจากเมืองเดิน ๔ ชั่วโมง ในเมืองหามีผู้ใดอยู่รักษาเมืองไม่ ครั้นพระยาวังซ้ายไชยสาม ซึ่งยกกองทัพไปตั้งสกัดอยู่ที่กือเขาพ่อเจ้า หนทางที่จะมานครลำปางนั้น ยกกลับเข้าเมืองแล้ว พระยาวังซ้ายไชยสามจึงได้อยู่รักษาเมือง แลเกลี้ยกล่อมราษฎรพลเมืองตระเตรียมเครื่องศัสตราวุธไว้ต่อสู้รบผู้ร้ายโดยแข็งแรงพวกเงี้ยวผู้ร้ายจึงไม่สามารถจะเข้านั่งเมืองได้ ครั้นเวลากลางวันมีพวกพลเมืองพากันแย่งชิงเอาเงินในคลังแลสิ่งของตามร้านตลาดแลบ้านเรือน เอาไปเป็นอาณาประโยชน์หามีพวกใดที่จะหวงห้ามว่ากล่าวได้ไม่ บัญชีแลหนังสือต่าง ๆ ที่ในคลังที่เค้าสนามหลวง ที่ศาล ที่แขวง ที่กองเรือนจำ พวกพลเมืองก็พากันฉีกทำลายเสียหมด พระยาวังซ้ายชายสามว่าก็หาฟังไม่เพราะมีพวกพลเมืองที่แย่งชิง ๒,๐๐๐ คนเศษ ตำรวจภูธรแลทหารก็ไม่มีแล้ว อนึ่ง บรรดาพวกไทยจีนที่แตกหนีออกจากเมืองำไปซุ่มซ่อนอยู่ในป่าดงหรือไปทางเรือพวกพลเมืองทุกบ้าน ทุกตำบลพากันปล้นแย่งชิงเอาทรัพย์สิ่งของไปหมดสิ้น อ้างเอาเงี้ยวเป็นเจ้าฟ้า ถ้าบอกว่าเงี้ยวผู้ร้ายแตกหนีไป เขาก็ไม่ได้มีความยินดี ถ้าบอกว่าบ้านเมืองแตกเงี้ยวเข้านั่งเมืองแล้ว เขาพากันมีความนิยมยินดี ออกวาจาว่าเงี้ยวมาโปรด พลเมืองพากันเป็นกบฏทุกที่ทุกตำบล แต่เจ้าผู้ครองนครแลเจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยยังมีความกตัญญูต่อแผ่นดินเป็นอย่างยิ่ง ๔. ครั้งถึงวันที่ ๖ สิงหาคม ข้าพเจ้าเจ้าพาบุตรภรรยาไปเฝ้าเจ้านครลำปางที่บ้านห้างฉัตรครั้นรุ่งขึ้นวันที่ ๗ เวลาเช้า เจ้านครลำปางพร้อมด้วยเจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยพากันยกกลับเข้าเมืองข้าพเจ้าก็พาบุตรภรรยาตามเจ้านครลำปางกลับเข้าเมือง แต่ข้าพเจ้าได้เสียทรัพย์สมบัติไปในคราวที่เกิดจลาจลนี้คิดราคาเป็นเงิน ๔,๒๐๐ รูเปียเศษ สิ้นเนื้อหมดตัวไม่มีจะเลี้ยงชีพต่อไป ทั้งเหรียญประพาสยุโรปและเหรียญสมโภชพระนคร กับตราที่เคยใช้อยู่ก็หายไปด้วย ๕. รุ่งวันที่ ๘ สิงหาคม เจ้านครลำปางพร้อมด้วยเจ้านายผู้ใหญ่ผู้น้อยตระเตรียมกำลังพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธแลเสบียงอาหารไว้คอยต่อสู้รบพวกศัตรูแผ่นดินโดยกวดขัน พระยาวังซ้ายไชยสามแลข้าพเจ้าได้ไปช่วยราชการ ฟังราชการอยู่ในคุ้มเจ้านครลำปางทั้งวันทั้งคืนเผื่อมีเหตุอย่างไรก็จะได้กราบเรียนให้ทราบต่อไปตามทางราชการ”
ขณะที่เงี้ยวกำลังเข้าโจมตีเมืองนครลำปางอยู่นั้น นักโทษในคุกจำนวน ๑๒๐ คน มีตำรวจรักษาการเพียง ๔ คน ต่างก็พากันส่งเสียงร้องเอิกเกริกอื้ออึงขึ้น นักโทษเงี้ยวตะโกนส่งภาษาเงี้ยวออกไปร้องขอความช่วยเหลือจากพรรคพวกเงี้ยวกองโจรภายนอก พะทำมะรงจึงสั่งให้ตำรวจเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยภายใน นักโทษเงี้ยวและคนเมืองต่างก็ทำการหักโซ่ตรวนและพวงคอออกได้บางคน นักโทษเงี้ยวคนหนึ่งหักไม้ลูกกรงหลังซุ้มประตูออกได้ใช้เป็นอาวุธ เข้าจู่โจมตีตำรวจล้มลงบาดเจ็บคนหนึ่ง จึงเกิดการต่อสู้ชุลมุนกันขึ้น ระหว่างนักโทษ ๒๐๐ คนกับตำรวจ ๔ คน โดยที่เจ้าหลวงลำปางมีคำสั่งไว้ว่า ถ้านักโทษต่อสู้ก็ให้ใช้อาวุธปืนเป็นการป้องกันตัวได้ ตำรวจจึงยิงต่อสู้ป้องกันตัว ถูกนักโทษคนเมืองตาย ๒ เงี้ยวตาย ๑๗ เป็นคนในบังคับฝรั่งเศส ๕ คือ ขมุ ๔ ลื้อ ๑ นอกนั้นเป็นเงี้ยวบังคับอังกฤษ ส่วนนักโทษที่เหลืออีก ๑๐๑ หักโซ่ตรวนพวงคอหนีออกไปได้หมด ทางลำปางเกรงว่าพวกนักโทษที่หนีไปจะไปเข้าด้วยกับเงี้ยว เพิ่มกำลังพลให้กับเงี้ยวอีกจึงได้ประกาศว่า ถ้านักโทษที่หนีเข้ามาอาสาสมัครต่อสู้กับเงี้ยวแล้ว ก็จะยกโทษให้ ถ้าไม่เข้ามา เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกจับตัวเอามาลงโทษต่อไปอีก แต่ไม่ได้ผลมีนักโทษเข้ามาอาสาสมัครเพียง ๑๐ คน กงสุลต่างประเทศทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษ ต่างก็ยื่นประท้วงอย่างแข็งขัน ในกรณีที่ตำรวจยิงนักโทษในบังคับของตนตายในคุก และขอทราบรายชื่อผู้เสียชีวิตด้วย รัฐบาลสยามตอบชี้แจงว่า เป็นการต่อสู้ป้องกันตัวของตำรวจผู้รักษาการณ์ในคุกเพียง ๔ คน ถูกนักโทษจำนวนร้อยเข้ามากลุ้มรุมทำร้ายร่างกายก่อน จึงจำเป็นต้องยิงต่อสู้ป้องกันชีวิตของตน และบัญชีรายชื่อนักโทษก็ถูกทำลายสูญหายไปสิ้น จึงมาสามรถจะแจ้งให้ทราบได้ว่า นักโทษใดเสียชีวิตหรือหนีไปได้ เรื่องจึงยุติลง กงสุลฝรั่งเศสและอังกฤษก็มิได้ติดใจอันใดอีก ลำปางไม่แตกรอดพ้นจากเงื้อมมือกองโจรเงี้ยวปล้นเมืองได้ ก็เพราะนายร้อยเอกเย็นเซ็นเป็นผู้นำการต่อสู้อย่างห้าวหาญ ทั้ง ๆ ที่ทั้งเมืองขวัญเสียหมดกำลังใจต่อสู้อยู่แล้ว จนประสพชัยชนะอย่างน่าสรรเสริญสุด ชาวลำปางจึงยกย่องให้เป็นวีรบุรุษขวัญใจของเมืองนครลำปาง
โจรเงี้ยวต้องสูญเสียชีวิตมากถึง ๖๐ ศพเพราะประมาทมาก ไม่คาดคิดว่าจะมีการต่อสู้อย่างเข้มแข็งเช่นนี้ วิ่งดาหน้ามาตามท้องถนนในเมือง ทะนงตนว่ามีกฤตยาคมอยู่ยงคงกระพันจากการสักร่างกายทั่วตัวคอจรดข้อเท้า จึงฮึกเหิมเกริมมาก ตำรวจของนายร้อยเอกเย็นเซ็นจึงเลือกยิงได้ตามใจชอบ ปละเงี้ยวก็คงเข็ดเขี้ยวการต่อสู้อย่างเข้มแข็งของตำรวจภูธร ล่าถอยออกจากลำปางไป มุ่งหน้ากลับเมืองแพร่โดยทันที หากโจรเงี้ยวมีสายลับอยู่ในเมืองแจ้งว่า ภายในเมืองมีการอพยพหนีออกนอกเมืองไปหมดสิ้นแล้ว ไม่มีกองกำลังตำรวจต่อสู้เหลืออยู่อีกเลย เงี้ยวก็เข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย แม้กองโจรเงี้ยวจะแตกพ่ายไปแล้วก็ตาม ลำปางก็ยังสะดุ้งหวาดหวั่นอยู่ต่อไปไม่ว่างเว้น ต่อข่าวเงี้ยวจะยกเข้ามาปล้นเมืองอีกเมื่อนั้นเมื่อนี้และทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในราวต้นเดือนตุลาคม ๑๒๑ เงี้ยวจากเชียงคำ ๓๓ คนยกเข้าพะเยาแล้วเลยลงมาลำปาง ก็มีข่าวลือจากฝรั่งป่าไม้ขยายความเพิ่มจำนวนคนขึ้นหลายเท่าตัว เป็นว่าเงี้ยวจำนวนมากถึง ๙๐๐ คน ชาวเมืองได้รับข่าวจากฝรั่งป่าไม้ ก็ย่อมเป็นที่เชื่อถือได้แน่นอน ยิ่งเห็นฝรั่งเก็บข้าวของอพยพหนีทางเรือบ้าง ทางบกบ้าง ก็ยิ่งตื่นตระหนกตกใจหนักขึ้น ความเป็นไปในลำปางต่อข่างลือครั้งนี้ พระยาอนุชิตชาญไชย แม่ทัพซึ่งขึ้นไปประจำอยู่ที่ลำปาง มีรายงานลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๑๒๑ ถึงมหาดไทยดังนี้ “การที่พวกฝรั่งกล่าวเข้ามาในกรุงเทพนั้น ฯ เป็นอันเกลื่อนที่จะให้สิ้นสงสัย ความจริงเป็นอย่างอื่นคือ เมื่อผู้ร้ายเข้าตีเมืองพะเยา ก็เล่าลือหลอกหลอนชาวเมืองต่าง ๆ ว่าพวกผู้ร้ายได้ยกจากพะเยาจะเข้ามาตีนครลำปาง คนร้ายนับพัน ฝ่ายพ่อค้านายห้างก็ขนของบรรทุกเรือบ้าง บกบ้าง ทั้งชาวต่างประเทศก็ทำเป็นกลัวพวกพม่าเงี้ยว ก็คุมพวกออกป่าทำกิริยาต่าง ๆ เพื่อให้ชาวเมืองเชื่อว่าจริง แม้ข้าพระพุทธเจ้าแสดงกิริยาหวาดหวั่นไปด้วยการขู่กระโชกนี้แล้ว พวกผู้ร้ายที่กล่าวว่า ๙๐๐ ก็คงปล้นนครลำปางจริงอยู่ตามคำเล่าลือ ก็คืออ้ายพวกที่ขนของป่านั้นเอง ไม่ต้องพวกอื่นครั้นเห็นว่าไม่มีข้อสะดุ้งตกใจ ก็เกลื่อนความคลายไปว่ากลัวเงี้ยว ข้าพระพุทธเจ้าไม่อยากกราบทูลในเรื่องความเกรด ๆ เช่นนี้เลย แต่ได้รับพระโทรเลขฉบับที่ประทานไปเรื่องเบคเกต จึงได้กราบทูลความจริงใจให้ทรงทราบเกล้า ฯ ทำให้ไทยตื่น ครั้นไทยไม่ตื่นกลับว่าพม่าต้องซู่ตื่นไทยไทยมิได้ทำสิ่งใดที่เป็นเรื่องเดือดร้อนเลย”
การที่ฝรั่งช่วยขยายความข่าวลือให้ครึกโครมใหญ่โตขึ้น และเสแสร้งทำเป็นเกรงกลัวเงี้ยว ทำการอพยพขนข้าวของหนีออกจากเมือง ทั้งที่เงี้ยวก็ประกาศว่าจะไม่ทำอันตรายต่อฝรั่งเจ้านายตน และชนชาติอื่นเว้นแต่คนไทยพวกเดียวเท่านั้น  การกระทำเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความเห็นว่า “พวกผู้ร้ายเหล่านี้ตั้งแต่พวกพะก่าหม่องเป็นต้น เป็นพวกที่รับจ้างทำป่าไม้ของบริษัทต่างๆ มีหนังสือสำหรับตัวเป็นคนในบังคับอังกฤษทั้งสิ้น ตั้งแต่เกิดเหตุแรกขึ้น พวกฝรั่งป่าไม้เหล่านี้คอยแทรกแซงที่เกี่ยวข้องร้องกวนขัดขวางการซึ่งจะปราบปราม ด้วยอาศัยเอาการค้าเป็นที่ตั้งบ้าง อาศัยกงสุลอังกฤษในที่นั้นบ้าง เราได้จัดการปัดเป่าไม่ให้หยิบเหตุขึ้นพูดได้ถนัดว่าเสียประโยชน์เสียงานเพราะเราอย่างหนึ่งอย่างใด มิสเตอร์เบคเกตจึงได้ขอไต่สวนต้นเหตุเพื่อจะจับผิดว่าเป็นเพราะรัฐบาล และพยายามต่าง ๆ ดังเธอทราบอยู่แล้ว ความปรารถนาของพวกบริษัทเหล่านี้คงมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งจะคิดอ่านปรับเอากับรัฐบาลว่าเสียผลประโยชน์ ถ้าไม่ปรับดังนั้น ก็จะคิดอ่านจองป่าไม้ให้หมด ด้วยเขาถือว่าเป็นโอกาสที่ดีจะเอาได้”
เงี้ยวปล้นเมืองนครลำปางครั้งนี้ เจ้าหลวงลำปางต้องเสียค่าใช้จ่ายเงินส่วนตัวในการต่อสู้ปราบปรามเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง รักษาเขต ด่านทาง และเสบียงอาหาร เป็นเงิน ๓๐,๑๙๕ รูเปีย
พะก่าหม่องไม่ตาย มีสินบนนำจับ ๒,๐๐๐ บาท พะก่าหม่องอายุ ๓๕ ปี เป็นเงี้ยวบังคับอังกฤษ ถูกส่งตัวจากเชียงตุง มาเป็นตัวแทนเงี้ยวประจำอยู่ที่แพร่ตามแผนการ “โดยอ้างว่าหนีหนี้ ๔,๐๐๐ บาทเจ้าแว่นทิพย์ ภคินีเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงมา ภรรยาชื่ออำแดงป่อง เป็นบุตรีหม่องคุนนะ หัวหน้าขโมยใหญ่ ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านป่าผึ้งแขวงสูงเม่น ทำงานเป็นคนงานของบริษัทบอมเบ เบอร์ม่า เมื่อไปปล้นเมืองลำปางโดนยงที่สะโพกขา แตหามีบาดแผลไม่ เป็นแต่บวมมากอยู่เดินไม่ได้ อาศัยม้าขี่หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่สะเอียบ อยู่ใต้และใกล้พะเยาพร้อมจันต๊ะว๊ะตี จองแค สล่าหนานคำ พร้อมลูกน้องอีก ๒๐ คน ตามรายงานชันสูตรพลิกศพเงี้ยวปล้นลำปาง ๖๐ ศพของร้อยเอกเย็นเซ็น ก็ไม่ปรากฏว่ามีศพพะก่าหม่อง ซึ่งเป็นรายงานที่เชื่อถือได้มากที่สุด และรายงานของเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง และพระยามนตรีพจนกิจข้าหลวงลำปางซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ก็ไม่ปรากฏว่ามีพะก่าหม่องรวมอยู่ด้วย ทั้ง ไ ที่ตัดศีรษะเงี้ยวมาเสียบประจานไว้ที่หน้าคุ้มเจ้าผู้ครองนคร มีผู้คนไปดูกันมากมาย รวมทั้งเงี้ยวชื่อส่างม้วยผู้รูจักพะก่าหม่องดี เป็นคนของหลวงจิตรจำนง พ่อค้าไม้ใหญ่ทางเหนือ ผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดินสยาม รายงานมาให้ทางเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ฯ ทราบว่าไม่มีพะก่าหม่องรวมอยู่ด้วย
ตามธรรมดาแล้วเมื่อได้ตัวหรือศพหัวหน้าโจรแล้ว ต้องประกาศโฆษณาเป็นการใหญ่ให้ทั่วกัน แต่นี่ไม่มีเลย ล่วงมาอีกหลายวัน จึงมีประกาศทางการออกมาว่า พะก่าหม่องถูกปืนเสียชีวิตในที่รบแล้ว การประกาศเช่นนั้น ก็เพื่อผลทางจิตวิทยาประชาสัมพันธ์ให้เงี้ยวขวัญเสีย ขาดผู้นำแล้วจะได้ยุติก่อการวุ่นวายเสียอีก และให้ผลทางตรงข้ามกับผู้ปราบปราม
๒ เดือนต่อมาราวปลายเดือน ตุลาคม ๑๒๑ เมื่อเสร็จงานที่ศาลเมืองแพร่แล้ว มิสเตอร์ไลล์รองกงสุลอังกฤษที่น่านได้บอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ฯ ว่า พะก่าหม่องยังมีชีวิตอยู่ หลบซ่อนตัวอยู่ที่สะเอียบ (อำเภอสอง จังหวัดแพร่) มีผู้พบเห็นตัว รายงานมาให้ทราบ เจ้าพระยาสุรศักดิ์ ฯ ว่าตัวท่านก็ได้ปืนของพะก่าหม่องไว้โดยคนเลี้ยงม้าพะก่าหม่องนำมาให้ แล้วก็เอาปืนมาแสดงให้มิสเตอร์ไลล์ดู จะเป็นกระบอกเดียวกับพระไชยสงครามมอบให้เมื่อ ๒๕ กรกฎาคม ๑๒๑ บนศาลาว่าการแพร่หรือไม่ ไม่มีหลักฐานยืนยัน
เจ้าพระยาสุรศักดิ์ จึงได้ให้ทำการสืบสวนและออกประกาศให้สินบนรางวัลนำจับพะก่าหม่องผู้มีตำหนิรูปพรรณดังนี้ “อายุราว ๓๕ รูปพรรณเนื้อขาวแดง ฟันขาว ตรงหน้าผากสักแดงเป็นแถวลงมาถึงขมับ ที่คอสักรูปหนุมานทั้ง ๒ ข้าง” พร้อมกับให้รายงานทางโทรเลขถึงกระทรวงมหาดไทยที่ ๓๖๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๑๒๑ ว่าได้ออกประกาศให้สินบนรางวัลนำจับพะก่าหม่องเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท ถ้าชี้ช่องทางนำจับให้รางวัล ๕๐๐ บาทแล้ว ต่อมาราวต้นเดือนธันวาคม ๑๒๑ ก็ได้ทราบว่าพะก่าหม่องหนีไปอยู่บ้านห้องลึก แขวงเมืองเชียงตุงที่บ้านสล่าหนานคำ และไม่ปรากฏว่ามีบทบาทต่อไปอย่างไรอีก โดยได้ความจากคำใหม่เงี้ยวน้องเขยพะก่าหม่อง เดินทางมาแพร่จากห้องลึกมารับตัวภรรยาชื่ออำแดงนก น้องสาวพะก่าหม่องที่บ้านป่าผึ้ง แขวงสูงเม่น ให้ไปอยู่ห้องลึกรวมครอบครัวด้วยกัน สำหรับสล่าโปชัย เมื่อหลบหนีออกจากแพร่ก็ไปอยู่ที่เชียงของ เมื่อถูงกองทหารสยามยกไปตีเชียงของ ก็หลบหนีข้ามฝากไปอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไปอยู่ที่สบรวก หันไปประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม มิได้ยุ่งเกี่ยวกับการก่อความวุ่นวายของเงี้ยวในเวลาต่อมาอีก

 

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2012 เวลา 11:38 น. )