รายงานของหมอ ฟ.ส.โทมัน มิชชันนารีอเมริกัน ตามคำร้องขอของท่านผ่านทางนายพันโท สเชา(พระวาสุเทพ) ข้าพเจ้าขอเสนอรายงานมาพร้อมนี้ ในกรณีเงี้ยวก่อการวุ่นวายต่อรัฐบาลสยาม เมื่อเร็ววันนี้มายังท่าน เช้าวันที่ ๒๕ กรกฎาคม เมืองแพร่ได้ถูกปลุกขึ้นโดยการโจมตีเหี้ยมโหดและฉับพลันโดยเงี้ยวต่อโรงพักพลตำรวจ เงี้ยวเหล่านี้มาจากบ้านบ่อแก้ว เมืองลอง ตามที่ทราบต่อมาตำรวจถูกขับไล่ออกไป บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ๔ คน ได้รับการดูแลที่โรงพยาบาลมิชชั่นเงี้ยวยึดปืนและกระสุนปืนไปแล้วเลยไปที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ทำลายทุกสิ่งที่นั่นและเหวี่ยงทิ้งไป  พวกที่เหลือไปยังบ้านข้าหลวง เกือบเอาทุกสิ่งที่นั่นไป ข้าหลวงและครอบครัวได้หนีไป แล้วพวกเงี้ยวก็ไปยังคุก ให้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าข้าหลวงหลังจากนี้ก็เข้าไปยึดศาลาการทิ้งขว้างเอกสารทั้งหมด

ทำลายเปิดเซฟ จัดยามเฝ้าเงิน พวกเงี้ยวขณะนั้นรู้สึกว่าตนเองได้ยึดเมืองได้แล้ว จึงหยุดกินอาหารเช้า ขณะนี้ชาวลาวกลุ่มใหญ่ได้มามุงดู เงี้ยวได้กั้นแนวเพื่อให้ชาวเมืองออกไปให้พ้นสนามที่ว่าการ จนถึงเวลานี้เจ้าหลวง ข้าหลวงและครอบครัวและพวกเจ้าฟื้นเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย และไม่มีอะไรแสดงว่ามีใครรู้เรื่องนี้เลย จนกระทั่งเงี้ยวมาถึง เว้นแต่ข่าวต่างๆที่ได้ยินฟังเนืองๆ เจ้าหลวงและครอบครัวทั้งหมดหนีไปจากคุ้ม เงี้ยวก็รวมตัวกันขึ้นโดยทันที และแต่งตั้งพะก่าหม่องเป็นหัวหน้าพร้อมกับรองๆลงมาอีกหลายคน และก็เสาะหาเจ้าหลวงและครอบครัวนำกลับมายุ้งคุ้ม เลี้ยวบอกพวกเจ้าว่า พวกเขาตั้งใจจะฆ่าหรือไล่คนสยามทุกคนในมณฑลนี้ออกไป ประกาศว่าการก่อการจลาจลนี้ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเมืองเหนือทุกแห่ง พวกเจ้า จีน และเงี้ยวทุกคนในเมืองแพร่ต้องถูกบังคับให้มาร่วมมือด้วยโดยการขู่ถึงตาย ต้องกินน้ำสัตยาเพื่อสนับสนุนซึ่งกัน เพื่อขับไล่ชาวสยามออกไป สิ่งนี้ได้กระทำไปภายใต้การลงโทษถึงตายถ้าขัดขืน จากเวลานั้นไป เจ้าหลวงครอบครัวและพวกเจ้าไม่ได้กระทำการใดๆ ให้เงี้ยวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลสยาม ยกเว้นแต่อยู่ภายใต้การขู่บังคับน่าเกรงขาม

 

ภายหลังกงสุลอังกฤษได้มาถึง และเงี้ยวที่อยู่ในทางผ่านช่องเขาทางสายอุตรดิตถ์ ส่งจดหมายไปยังเจ้าหลวง แจ้งว่าคนสยามไดมาถึงอีกฟากหนึ่งของภูเขาแล้วขอร้องให้ส่งกำลังเสริมมาเพิ่มเติม  เจ้าหลวงได้ส่งจดหมายไปยังกงสุลอังกฤษโดยทันที ผู้ซึ่งถือตนเองเข้ารับผิดชอบ การขอความช่วยเหลือมาไม่ได้ส่งไป แต่ส่งคำพูดไปให้เงี้ยวแทนว่า กงสุลได้มาถึงแล้ว

ข้าพเจ้าแถลงเรื่องนี้จากการที่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ด้วย เพื่อเน้นความจริงถึงความบริสุทธิ์ของเจ้าหลวง ส่งอ่อนแออะไรก็ตามในเองที่ผ่านไปแล้ว เขาเป็นคนบริสุทธิ์ไม่ได้กระทำโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลสยาม และเมื่อเงี้ยวหนีไปแล้วได้กระทำทุกสิ่งในอำนาจรักษาความสงบคืนมาและจัดตั้งรัฐบาลสยามขึ้นใหม่ ข้าพเจ้าขอเน้นจุดนี้ เพราะข้าพเจ้าก็รู้ดีว่าข้าพเจ้าพูดอะไรออกไป ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมเขาและครอบครัวทุกวันตั้งแต่วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ข้าพเจ้ารู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเขาในเรื่องนี้ดีทั้งหมด เพราะอิทธิพลของเขาเป็นส่วนใหญ่โดยการร้องขออันรีบด่วน เงี้ยวจึงรีรอที่จะฆ่าหญิงและเด็กสยามต่อไปอีก หลายวันต่อมาจากวันที่ ๒๕ กรกฎาคม เงี้ยวใช้เวลาฆ่าคนสยามอยู่

วันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม ข้าพเจ้าไปตามลำพังยังคุ้มเจ้าหลวง พบเขากำลังปรึกษาอยู่กับเงี้ยวหลายคน ข้าพเจ้าได้ถูกเชิญให้ไปนั่งกับเขา พร้อมกับชาวต่างประเทศในวันรุ่งขึ้น เขาขอร้องข้าพเจ้าให้แจ้งแก่ชุมชนต่างประเทศด้วย

วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ข้าพเจ้าพร้อมด้วยชาวต่างประเทศได้ไปตามนัดหมายแต่พวกเงี้ยวดูเหมืองยังไม่พร้อม การปรึกษาจึงเลื่อนไปในวันรุ่งขึ้น

วันที่ ๓๑ กรกฎาคม หัวหน้าเงี้ยว เจ้าหลวง เจ้าหลายคนและมิสเตอร์เฟงเกอร์มิสเตอร์กเยิน มิสเตอร์เมดเวิธ และตัวข้าพเจ้าเป็นตัวแทนชุมชนต่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือกันยาวนาน ยังผลให้มีการส่งจดหมายของเราเขียนเป็นภาษาลาวไปยังกงสุลอังกฤษ ขอร้องให้ลงจากน่าน แจ้งเรื่องเกิดขึ้นที่แพร่ และกล่าวว่าเงี้ยวยินยอมที่จะเชื่อฟังคำตัดสินของเขาจดหมายนี้ถูกส่งไปโดยเงี้ยวเช้าวันรุ่งขึ้น การปรึกษาหารือครั้งนี้ หัวหน้าเงี้ยวบ้านบ่อแก้วเป็นคนสำคัญที่พูดคนแรก ให้รายละเอียดเหตุผลการลุกขึ้นสู้ กล่าวว่าเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ตำรวจเมืองละคร(นครลำปาง) ประมาณ ๘๐ ยกมาถึงบ้านบ่อแก้ว ซึ่งขึ้นกับเมืองละคร เพื่อจับหัวขโมยเงี้ยวบางคน สล่าโปไชย เงี้ยวหัวหน้าขอดูหนังสือและอำนาจการจับ ได้รับการยิงนัด ๑ หนึ่งจากทหารเป็นคำตอบ เงี้ยวเตรียมพร้อมไว้แล้วเพื่อการนี้ จึงได้ยิงโต้ตอบผลก็คือการพ่ายแพ้ของตำรวจหนีกลับไปลคร ทิ้งกระสุนปืนไว้จำนวนมากให้แก่เงี้ยว โดยได้ยินทหารพูดว่าถ้าตำรวจเมืองละครทำไม่สำเร็จ ตำรวจเมืองแพร่ก็จะไปช่วย เงี้ยวใช้เรื่องนี้แก้ตัวในการไปตีเมืองแพร่เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคมมีเงี้ยวบ้านบ่อแก้วประมาณ ๔๐ คน จำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อไปลคร จนกระทั่งมีจำนวน ๑๘๐ เมื่อตีเมืองแพร่เป็นครั้งแรก การปรึกษาหารือกันในคราวนี้เราได้รู้ถึงความยากลำเค็ญของเงี้ยวดังต่อไปนี้

รัฐบาลสยามปฏิเสธไม่ให้ไม้สักเงี้ยวสร้างวัดและบ้าน

ไม่ให้หนังสือเดินทางแก่เงี้ยวและจับใส่คุกเมื่อเดินทางโดยไม่มี

ในทางปฏิบัติกลายเป็นว่าเงี้ยวไม่สามารถมีบ้านอยู่ได้ โดยรัฐบาลสยามขัดขวางไว้

เงี้ยวซื้อนาไม่ได้ หรือเช่านาก็ไม่ได้ เพราะการขัดขวางเช่นเดียวกัน

เหล่านี้และการกดขี่ต่างๆการให้รู้สึกว่าไม่สามารถอดทนต่อไปได้อีกแล้ว เมื่อได้เปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนภายใต้การปกครองของเจ้าพื้นเมือง กับรัฐบาลสยามเมื่อผ่านมา ๒-๓ ปี การเปรียบเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลกล่าวหลัง จึงได้แสดงความปรารถนาที่จะกลับคืนมาสู่อำนาจอย่างเก่า เงี้ยวแสดงออกให้เห็นว่าไม่มีอะไรกับพลเมืองลาว จีน หรือชาวต่างประเทศผิวขาว และประกาศว่าจะไม่ยอมให้ถูกรังแกอีก ประชาคมผิวขาวคิดว่าคงเป็นการฉลาดกว่าและปลอดภัยที่สุดที่จะรวมอยู่ที่แห่งเดียวกัน เมื่อวันที่ ๓๐ เราก็ย้ายเข้ามาอยู่รวมกัน กระนั้นเราก็ยังไม่รู้สึกว่าปลอดภัย

เช้าตรู่วันที่ ๑ สิงหาคม คิดว่าเป็นการดีกว่าที่ให้นางโทมันออกเดินทางไปนครลำปาง ตอนเที่ยงวันวันเดียวกัน (๑ ส.ค.) เงี้ยว ๒๐๘ คนออกเดินทางไปลครเพื่อปล้นเมือง หัวหน้าหลายคนมาบอกให้เราฟัง เราพยายามอย่างเงียบๆ ที่จะแนะนำไม่ให้ไป เขาได้ตกลงใจกระทำเช่นนี้เมื่อตอนเย็นวันก่อน

เมื่อการหายนะที่เมืองลครรู้แจ้งกันแล้วนั้น กงสุลอังกฤษส่งข่าวไปบอกเงี้ยวที่ช่องเขาทางไปอุตรดิตถ์ทันที สั่งให้กลับมาแพร่และส่งคืนปืนสยามแก่เขา เงี้ยวก็ออกไปจากเขาไป แต่ไม่กลับมายังเมืองหรือส่งคืนปืนให้ หรือได้เห็นในเมืองจนวันนี้ หนีไปตั้งแต่ชาวสยามได้กลับคืนมาสู่เมืองแพร่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะให้บันทึกไว้ แน่ในแง่ของเรื่องที่กล่าวข้างต้นและสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากลครและเชียงใหม่ เกี่ยวกับความเห็นใจของชาวลาวที่มีต่อเงี้ยวในการก่อการวุ่นวายครั้งนี้ เพื่อให้เป็นธรรม ข้าพเจ้าควรจะกล่าวว่าได้สอบถามชุมชนทุกชั้นของชาวลาวในเมืองแพร่ ยังไม่พบความเห็นใจเช่นนั้นอย่างแข็งขันเลย แน่นอนทุกคนมีความยากลำเค็ญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกัน รัฐสยามเมื่อ ๒ – ๓ ปีหลังรัฐบาลก่อนภายใต้เจ้าฟื้นเมือง ความรู้สึกโดยทั่วๆไปพอใจกับรัฐบาลสยาม

ต่อไปนี้เป็นเหตุผลบางประการที่ให้

๑.พวกเจ้าอยู่ในนิสัยที่จะช่วยตัวเองในทุกสิ่งที่ชาวบ้านมีโดยปราศจากการชำระเงินจะรับเอาหมาก มะพร้าว ผลไม้ต่างๆ ไก่และเป็ด บัดนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางวัตถุเพื่อการดีกว่า แม้จะยังไม่ยุติลงทั้งหมดก็ตาม

๒.การลักเล็กขโมยน้อยและโจรปล้นคนเดินทางมีน้อยลง นี้เขาย้ำ เพราะสิ่งนี้เขาจึงเต็มใจที่จะเสียภาษีสูงขึ้น

๓.ขณะที่หลายคนบ่นถึงภาษี ๔ บาท (ส่วย) การต่อว่ามีมากขึ้น เพราะมีการหลอกลวงติดตามมา เช่น ตัวอย่างขาวบ้านถูกบอกว่า ผู้ซึ่งเสียภาษีจะได้รับเงินจากรัฐบาลวันละ ๒ สลึงเมื่อถูกเรียกตัวไปทำงานรัฐบาล แต่ทางปฏิบัติแท้จริงเป็นการไม่จริงเลย บางทีนี้ก็เป็นความทุกข์ลำเค็ญอย่างยิ่งของเขา พร้อมด้วยการข่มขู่อย่างหนัก ถ้าปฏิเสธนี้เป็นการยากยิ่งเมื่อคนจนคือชาวบ้านกำลังสับสนอย่างหนักในการปลูกข้าวเพราะล่วงเลยฤดูกาลมาแล้ว ไม่เป็นการเรียกที่เหมาะสมเลยที่ชาวบ้านติดงานอย่างหนักอยู่ให้ไป

ถ้าข้าพเจ้าจะถูกถามว่า อะไรจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งมากที่สุดของบ้านเมือง ข้าพเจ้าก็จะตอบในประโยคเดียวว่า จงให้เจ้าหน้าที่มีความสามารถ เที่ยงตรงและซื่อสัตย์แก่ประชาชนแล้วท่านก็จะมีรัฐบาลที่ประสพความสำเร็จ ชาวเมืองก็ชื่นชมมีความสบงสันติสุข

สรุปแล้วข้าพเจ้าขออนุญาตกล่าว่า ไม่มีชาวคริสเตียนคนใดต่อว่ารัฐบาลสยามเลย เขามีความสงบสุขและชื่นชมยินดีอยู่ภายใต้ มิชชันนารีกระทำอย่างในอำนาจช่วยรัฐบาลปกครองและสนับสนุนชาวบ้านทุกชนชั้นฟังกฏหมายแผ่นดินมีชีวิตอยู่ในความสงบสุข โดยส่วนตัวข้าพเจ้าได้เห็นความยุ่งยากหลายประการ และเห็นใจรัฐบาลในความพยายามที่จะทำให้ลุล่วงไปแต่ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าเห็นข้อบกพร่องในการบริหารด้วย

 

 

รายงานของมิสเตอร์เฟงเกอร์ แห่งห้างอิสต์เอเชียติก

วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ประมาณ ๗ โมงเช้า เงี้ยว ๔๑- ๕๐ คน จากบ้านบ่อแก้วและบ้านบางผึ้งเข้าเมืองแพร่ทางถนนด้านเหนือ เร่งรีบไปยังโรงพักพลตำรวจภูธร ยิงและฆ่าตำรวจซึ่งไม่รู้ตัว ได้ยิ่งต่อสู้ ๒-๓ นัด บาดเจ็บ ๓-๔ คน ส่วนที่เหลือหนีไป นายตำรวจนายตาดผู้อยู่ตรงข้ามโรงพักพลตำรวจ และพลตำรวจนายหนึ่งซึ่งอยู่ในบ้าน ยิ่งผ่านฝาบ้านไปยังเงี้ยวซึ่งกำลังยิ่งใส่บ้านอยู่ ภรรยานายตาดถูกยิงตาย นายตาดหนีทะลุฝาด้านหลังไปได้เงี้ยวเข้ามาในบ้านยิ่งฆ่าคนใช้นอนคลุมโปงอยู่โดยเชื่อว่าเป็นชาย กล่าวในภายหลัง จากโรงพักพลตำรวจ เงี้ยวมุ่งตรงไปยังที่ทำการไปรษณีย์ ติดสายทำลายเครื่องมือและเหวี่ยงทิ้งขว้างเอกสารออกไปข้างนอก เมล์พึ่งมาถึง นายไปรษณีย์และนายโทรเลขหนีไปได้ บ้านข้าหลวงอยู่ใกล้เคียงติดกับที่การทำการไปรษณีย์ เมื่อข้าหลวงได้ยินเสียงเงี้ยวยิงปืนและมองเห็นอยู่รายล้อมที่ทำการไปรษณีย์จนยิงตอบจากบ้าน ๕ นัด เงี้ยวระดมยิงมายังบ้าน จึงได้หนีไปยังคุ้มเจ้าหลวงแพร่เงี้ยวยังคงยิงบ้านข้าหลวงอยู่ คนใช้บาดเจ็บหลายคน แล้วก็เข้าบ้านเก็บทรัพย์สิ่งของจากนั้นไปศาลาว่าการ ยึดเงินรัฐบาลไปหมดประมาณ ๔๐,๙๐๐ บาท และเก็บทรัพย์สิ่งของทำลายเครื่องใช้ไม้สอยทิ้งขว้างเอกสารออกมาและทำลายทุกอย่างที่จะทำได้แม้กระทั่งฉีกกระชากผ้าสีเขียวจากโต๊ะเขียนหนังสือและฉีกผ้าบุเก้าอี้ เสร็จแล้วก็ไปที่คุกปล่อยนักโทษทั้งหมด แล้วก็ไปยังบ้านข้าราชการสยามพร้อมกับนักโทษ เก็บข้าวของไปโดยไม่พบใครเลยและบางคนก็กลับมา เจ้าหลวงแพร่ชนชั้นแรกหนีไปซ่อนตัวอยู่ในบ้านหนึ่งทางใต้วัดกลาง ขณะเดียวกันได้ไปยังบ้านพระยาราชวงษ์ส่วนใหญ่ครอบครัวของเขาอยู่ที่นั่น เมื่อพบพวกเจ้าและนำกลับมายังคุ้มแล้ว ตอนบ่ายเงี้ยวเรียกคนทั้งหมดไปยังศาลาว่าการ ที่นั่นได้ทำให้เจ้าหลวงและเจ้านายถือน้ำและเซ็นสัญญาว่าลาวและเงี้ยวควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่อสู้ชาวสยาม วันรุ่งขึ้นวันที่ ๒๖ และ ๒๗ เงี้ยวประกาศให้รางวัลก้อนใหญ่แก่ผู้ที่ฆ่า หรือนำจับมาซึ่งชาวสยามได้ เงี้ยวไม่ได้ไปค้นหาด้วยตนเอง ถ้าชาวลาวอยู่เฉยเสีย ชาวสยามทั้งหมดก็คงหนีไปได้ เห็นว่าน่าเศร้าที่จะแถลงว่า ลาวได้ทรยศนำไปให้เงี้ยว ในบางเรื่องเมื่อจับได้ก็นำไปให้เงี้ยวเลย ข้าหลวงพระยาราชฤทธานนท์หนีไปยังคุ้มเจ้าหลวงตามที่กล่าวข้างต้น หลวงวิมนฯ ก็เลยได้ไปช่วย กล่าวกันว่าเขาขอร้องเจ้าหลวงให้ช่วยคุ้มครอง ขออนุญาตอยู่ที่นั่นด้วย แต่ได้ถูกปฏิเสธ เจ้าหลวงบอกแก่เราภายหลังว่า เขาให้ปืนจากคุ้มเจ้าหลวงไปคนละกระบอก แล้วก็หนีไปยังห้างเอเชียติก ถามเสมียนมีใครอยู่หรือไม่ เมื่อทราบว่าไม่มีใครอยู่ ก็ออกป่าไป ต่อมาข้าหลวงถูกจับโดยผู้ใหญ่บ้านที่ฮ่องแวง ๑ ชั่วโมงทางใต้จากแพร่และถูกฆ่าโดยเงี้ยวคนหนึ่งภายหลังรับรางวัลก้อนใหญ่จากเงี้ยวหัวหน้า กรณีเช่นเดียวกับข้าราชการสยามคนอื่นๆ ก็ได้ถูกทรยศต่อ คนเหล่านั้นหนีไปและซ่อนตัวอยู่นอกเมืองแพร่ใกล้ๆหมู่บ้านเมื่อหิวก็ออกมาขออาหาร แต่ถูกปฏิเสธ ยิ่งกว่านั้นสถานที่ซ่อนก็นำไปบอกเงี้ยวผู้ให้รางวัลนิดหน่อยราว ๕๑๐ บาท ถ้าเขาเหล่านนั้นไม่ถูกทรยศก็คงมีโอกาสหนีไปยังท่าอิฐได้หลวงวิมนฯ ข้าหลวงถูกนำมามายังศาลาว่าการ เมื่อถูกจับได้เงี้ยวให้ข้าวกินและถามที่ซ่อนเงินและของมีค่าไว้ที่ไหน ต่อมาก็ถูกนำไปฆ่านอกประตูมาร ที่ประตูมารเมื่อผ่านไปเห็นแร้งหลายตัวอยู่บน ๒ ซากศพเพื่อนๆที่ถูกฆ่าก่อนนั้น เงี้ยวมีความกรุณาตัดต่อเป็นท่อนเสีย ขุนพิพิธฯข้าหลวงคลังคลวงสูญเสียภรรยา ๒ คนและบุตรหญิง๑ คนและบุตรชายโตแล้ว ๑ ซึ่งเป็นนายแขวงเมืองสองภรรยาและลูกหญิงเพียง ๖ หรือ ๗ ขวบ ถูกฆ่าโดยชาวบ้านเวียงทอง ภายหลังเข้ามาเก็บทรัพย์สิ่งของตามบ้านต่างๆไปทั้งหมด ชาวสยามถูกฆ่าราว ๓๐ คน ขณะนี้บางคนยังหายไปอยู่ยังไม่รู้ว่าหนีไปไหนหรือถูกฆ่าแล้ว ขณะนี้เงี้ยวในเมืองก็เข้าเก็บเสื้อผ้าของข้าหลวง และสั่งให้นักโทษสวมใส่เสื้อผ้าของข้างหลวงเดินไปมาตามถนน ให้ความมั่นใจแก่ลาวถึงมิตรภาพ และบอกว่าจะไม่เก็บภาษีใดๆ อีก จะไม่มีชาวสยามมาข่มเหงอีก ชาวลาวไม่รู้ว่าจะคิดประการใด เพราะเงี้ยวไม่ได้ทำร้ายตน คนฆ่าสัตว์ฆ่าโคและหมูมากมาย เนื้อหมูราคาถูกมาก ชาวเมืองที่เขลามากมายพากันคิดว่าการปกครองโดยเงี้ยวไม่เลวเลย

วันที่ ๒๖ กรกฎาคม มิสเตอร์กเยินและมิสเตอร์ทอมสันไปเยี่ยมเจ้าหลวง บรรยายว่าเงี้ยวและเจ้าเข้ากันได้ดี เงี้ยวคนหนึ่งเข้ามาบอกเจ้าหลวงว่า จะลงไปพร้อมกับกำลังคนเพื่อเฝ้าช่องเขาและพระยาราชบุตรก็มีมิตรไมตรีมาก ถามว่านายฮ้อยไม่ต้องการม้าขี่หรือ แล้วสั่งให้เอาม้าขี่และอานของเขาไปให้เงี้ยว จะด้วยความกลัวหรือเห็นใจ ยากที่จะกล่าว มิสเตอร์กเยินถามเงี้ยวจะไปไหน เขาหัวเราะและตอบว่าจะไปท่าอิฐเพื่อตัดหัวชาวสยาม เสบียงของเงี้ยวมีข้าวหมาก ยาสูบ ฯลฯ จัดหาให้โดยเจ้า นั่นคือพระยาไชยสงครามก่อนคือนายจรบุตรเขยเจ้าหลวงประกาศข่าว เขาได้ออกคำสั่งไปยังผู้ใหญ่บ้านทุกคนให้มอบข้าว ๑ หรือ ๒ ทะนานทุกบ้าน พระไชยสงครามแม้เป็นคนสยาม ได้ถูกละเว้นให้โดยเงี้ยวด้วยเหตุผลบางประการ บางคนกล่าวว่าเพราะว่าเขามีเมียลาว “เป็นคนลาวแล้ว”

ชาวยุโรปซึ่งอยู่ในเมืองแพร่คือ มิสเตอร์และนางโทมัส เท่านั้นเมื่อความวุ่นวายเกิดขึ้นมิสเตอร์เมดเวิธและไรอัน แห่งกรมป่าไม้และมิสเตอร์กเยิน มิสเตอร์ทอมเซนแห่งห้างอิสต์เอเชีย ก็เข้ามาล่าไปในตอนเย็นวันที่ ๒๕ ไปกับพระยาราชวงษ์ ๓ วัน ทางเหนือเมืองแพร่ ที่ปากงาวเพื่อไปรับมอบไม้จากรัฐบาลแทนไม้สร้างศาลาว่าการ มาถึงเมืองแพร่พร้อมเจ้าพระยาราชวงษ์ในวันที่ ๒๘ ระหว่างลงมาชาวบ้านเมืองสองบอกว่าเมื่อวันที่ ๒๖ และ ๒๗ เงี้ยว ๒ – ๓ คน ขึ้นไปที่เมืองสอง แต่เจ้าหน้าที่สยาม ๒ คน และตำรวจได้หนีไปแล้ว เงี้ยวยิงผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งและรีดเงินจากชาวบ้าน ๕.๑๐ บาท ทุกบ้าน โดยกล่าวแก่ชาวบ้านว่า “อยากจะเป็นลาว ไทยจะเป็นพม่าก็ดีแล้ว ถ้าอยากจะเป็นไทยมา เราฆ่าเสีย ” “ในเมืองแพร่เราฆ่าคนสยามทุกคน เพราะจะสร้างเมืองใหม่ แปงบ้านเมือง” แล้วก็เอาหนังสือจากเจ้าหลวงแพร่ สั่งว่าให้ชาวบ้านช่วยเงี้ยวจับคนสยาม ข้าราชการสยาม ๒ คน นายจันและขุนมหาดไทยหนีไปได้ แต่ภายหลังนายจันถูกจับได้โดยลาวคนหนึ่งใต้เมืองสอง ตำรวจมอบปืน ๕ กระบอกให้ชาวบ้านดูแลรักษาไว้ แม้ว่าเงี้ยวขู่เข็ญก็ไม่ยอมบอกเรื่องนี้ คงเก็บไว้ ปืนเหล่านี้ข้าพเจ้าได้นำกลับมายังแพร่แล้ว เพื่อเงี้ยวจะได้ไม่ได้เอาไปเสีย

วันที่ ๒๘ ชาวยุโรปทุกคนพากันไปอยู่รวมกันที่บ้านห้างบอมเบ เบอร์ม่านอกเมืองแพร่

เช้าวันที่ ๒๙ มิสเตอร์โทมัสและข้าพเจ้าไปหาเจ้าหลวง พบเงี้ยว ๒ – ๓ คน อยู่ด้วยตลอดเวลา ขณะที่เงี้ยวยึดเมืองแพร่อยู่ เงี้ยวเฝ้าระวังเจ้าหลวงไว้ น้อยนักที่จะพบเงี้ยวไม่ได้อยู่ด้วยเจ้าหลวงพูดน้อยมาก เพมือข้าพเจ้าพูดว่า “เจ้าสบายหรือ” เขาตอบเพียงว่า” โอนาย บ่สบายเมืองเราเต็มที เราคิดทุกข์สิ้นปัญญาเราแล้ว” จากเจ้าหลวงข้าพเจ้าไปยังศาลาว่าการ มีเงี้ยวชุมนุมกันอยู่ราว ๒๐๐ คนเราถามเขาเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร จะทำอะไรต่อไป บอกเขาว่างานทุกอย่างได้หยุดชุงักลงสิ้น ต้องเสียเวลาและเงินไปทุกวัน เขาตอบว่าไม่ปรารถนาจะทำอันตรายแก่บ้านเมือง ทำเฉพาะแก่ชาวสยามผู้ได้รับความประหลาดใจ ขณะนี้ได้ปิดประกาศให้ชาวเมือง ได้รับความประหลาดใจ ขณะนี้ได้ปิดประกาศให้ชาวเมืองเริ่มทำงานและค้าขายอีกแล้ว เงี้ยวพยายามที่จะหาทางผูกมิตรกับเรา กล่าวว่า “เป็นบังคับอังกฤษเหมือนกัน นายเป็นคนดีมาก ใคร่จะทำไม้ เหมือนกับนาย” เงี้ยวกล่าวว่าการลุกขึ้นต่อต้านทำนองเดียวกันนี้ได้เดินขึ้นที่ลำปางและน่าน โดยที่เราไม่มีการสื่อสารติดต่อกันได้เราไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไรดี

วันที่ ๓๐ กรกฎาคม เจ้าหลวงขอร้องเราให้มาปรึกษาหารือกับเขา ตอน ๙ น.หมอโทมัส มิสเตอร์เมดเวิธ มิสเตอร์กเยินและข้าพเจ้าไปพบเขาที่คุ้มได้พบเจ้า ๒ – ๓ คนและหัวหน้าเงี้ยวหลายคน เจ้าหลวงพูดเพียง ๒ – ๓ คำอย่างที่กล่าวข้างต้น ดูเหมือนจะเกรงกลังพูดอะไรออกไป เมื่อเงี้ยวได้รู้ว่าหัวหน้าเงี้ยวได้นำเงี้ยวที่น่านับถือมาคนหนึ่ง ชื่อส่างมัน ให้ทำหน้าที่ล่าม สล่าโปไชยหัวหน้าพูดได้แต่ภาษาเงี้ยวอย่างเดียว พูดผ่านส่งมัน เงี้ยวอย่างเดียว พูดผ่านส่างมัน เงี้ยวกล่าวว่าเจ้าหลวงอยากฟังคำแนะนำของเรา เราตอบว่าเราไม่รู้เหตุผลอะไรในเรื่องที่เกิดขึ้น อยากฟังเรื่องของเขาแถลงมาก่อน สล่าโปไชยจึงเล่าเรื่องต่อไปนี้ “เมื่อแรกๆเรามาถึงที่นี่ พบว่าเราอยู่โดยสงบสุขเหมือนคนอื่นๆ แต่ใน ๓ -๔ ปีหลังนี้ เราได้ถูกกดขี่โดยชาวสยาม ผู้ไม่ต้องการให้เราอยู่ในประเทศนี้ ข่มเหงเราดังนี้ เมื่อเราต้องการหนังสือเดินทาง การขอการค้ำประกันและจะไม่ยอมให้เงี้ยวค้ำประกัน ถ้าเราขอร้องคนลาว คนลาวก็ไม่กล้าค้ำประกัน เพราะผู้ใหญ่บ้านจะตำหนิการกระทำเช่นนั้นเราซื้อบ้านหรือน่าไม่ได้ เพราะผู้ใหญ่บ้านขัดขวาง สร้างวัดก็ไม่ได้ เพราะไม่ยอมให้ไม้ฟรี เราถูกปฏิบัติเหมือนผู้ร้าย เพราะว่ามีคนชั่ว ๒ – ๓ คน คนอยู่ในหมู่พวกเรา เหมือนกันทุกชุมชน ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เรามีความไม่พอใจมาก และขณะนี้เมื่อข้าหลวงลำปางส่งคนมาจับเรา ทุกคนเห็นพ้องกันว่าไม่ทนต่อไปอีกแล้ว ดังนั้นเราจึงป้องกันตัวเอง ภายหลังที่ตีคนลำปางยับไปแล้ว เราก็โจมตีแพร่ เพราะว่าเราได้ยินว่าตำรวจจากนั่นจะส่งมาช่วยตำรวจลำปางเราไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ต้องการทำอันตรายแก่บ้านเมือง แต่เราจะไม่ยอมให้ชาวสยามกลับมาอีก “ไม่อยากทำอันตรายแก่บ้านเมือง เป็นแต่ไม่ยอมให้ไทยขึ้นมาอีก ที่เป็นอันตรายไปนั้นก็แล้วไปแต่ไม่อยากให้มีอันตรายอีกต่อไป ฝ่ายทางเงี้ยวอยากจะให้เลิกแล้ว ที่เกี่ยวข้องกันกับพวกใต้นั้นเราก็ยกแล้ว เดี๋ยวนี้กลัวว่าพวกใต้จะไม่ยก”

เราตอบว่าเราไม่มีอำนาจอะไร นอกจากจะแนะนำให้มิสเตอร์ไลล์ลงมาเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ ในขณะนี้ขอให้สงบไว้ก่อน อย่าทำร้ายแรงต่อกันอีก โดยวิธีนี้เราหวังว่าคงจะมีโอกาสเพื่อเราจะได้รับความช่วยเหลือจากลครหรือท่าอิฐได้เงี้ยวบอกว่าได้ส่งจดหมายไปถึงมิสเตอร์ไลล์แล้วแต่เกรงว่ามิสเตอร์ไลล์จะไม่เชื่อจดหมายของเขา เราเขียนจดหมายใหม่ขึ้นแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นและขอร้องให้มิสเตอร์ไลล์ลงมา เจ้าหลวงและพวกเจ้าไม่มีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย ดูเหมือนกับที่จะพูดหรือแนะนำอะไรออกไป

ในวันที่ ๓ สิงหาคม มิสเตอร์เคลเลตมาถึงจากลำปาง บอกว่าการวุ่นวายยังไม่เกิดขึ้นแต่คาดหวังอยู่ทุกวัน แล้วจึงกลับไป

ในวันที่ ๓ หรือ ๔ สิงหาคม เงี้ยวมาหาเราและบอกว่า พะก่าหม่องจะไปละครในวันนั้นตอนบ่ายพร้อมเงี้ยว ๒๐๐ คน เราถามว่าทำไมไม่แนะนำใหขารออีกสองวันเล่า เงี้ยวกล่าวว่าไม่ได้  เป็นไปไม่ได้ที่พะก่าหม่องกับคนอื่นๆได้ตัดสินใจแล้วว่จำต้องไป จึงได้ออกคำสั่งโดยไม่ยอมปรึกษากับหมู่เงี้ยวที่น่านับถือ เวลานี้ข้าพเจ้ากะประมาณว่าเงี้ยงอยู่ที่เขาพลึง ๑๐๐ คนไปลำปาง ๒๐๐ คน ในจำนวนทั้งหมด ๔๐๐ คน

ตอนบ่ายวันที่ ๕ สิงหาคม มิสเตอร์ไลล์มาถึง เย็นวันเดียวกันนี้ เฮดแมนอังกฤษและเงี้ยวอีก ๓ คนมาหาเขา แสดงจดหมายจากเงี้ยวหัวหน้าสล่าโปไชยที่เขาพลึงถึงเจ้าหลวง มีใจความว่า ชาวสยาม ๕,๐๐๐ คน กำลังมุ่งหน้ามาปราบ ข้อให้เจ้าหลวงเกณฑ์ชาวลาว ๕,๐๐๐ คนไปช่วยเหลือให้เร็วที่สุดจะเร็วได้ โดยกลัวว่าชาวสยามจะอ้อมให้หามาโจมตีข้างหลังใน

ในวันที่ ๖ มิสเตอร์ไลล์ มิสเตอร์โทมัน มิสเตอร์เมดเวิธและข้าพเจ้าไปที่ศาลาว่าการเจ้า ๒ – ๓ คน และเงี้ยวอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีการปรึกษาหารือกัน มิสเตอร์ไลล์เขียนถึงคนเกณฑ์ชาวสยามและเงี้ยวที่เขาพลึง ขอร้องอย่าให้ดำเนินการล่วงหน้าไปต่อไป ขอให้พยายามตกลงทุกสิ่งโดยการเจรจากัน เพ่อที่ชีวิตคนจะไม่นูญเสียอีกต่อไป

เจ้าหลวงแพร่ดูอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนมาก ไม่ได้แนะนำหรือพูดอะไรเว้นแต่ “ดีแล้ว ดีแล้ว ตามที่กงสุนกับนายห้างเห็นสมคร”

พระยาราชบุตรเสอนตัวไปส่งจดหมายแต่ไปได้เพียง  ๒ – ๓ ชั่วโมงเท่านั้นทางใต้ของแพร่ก็กลับมาและมอบจดหมายให้เฮดแมนไป

วันที่ ๗ สิงหาคม ตอนเที่ยงเงี้ยว๖ – ๗ คน มาถึงจากลำปาง คนหนึ่งบาดเจ็บขี่ม้ามามิสเตอร์ไลล์สอบถามดู ได้รับบอกว่า เขาทั้งหมดได้โจมตีลำปางในวันที่ ๔ สิงหาคม ถูกขับไล่กลับมากระจายเป็นหมู่เล็กๆ บอกเราว่า พะก่าหม่องตายแล้ว เงี้ยวพ่ายแพ้ที่ลำปางจึงไม่มีประโยชน์ที่จะต่อสู้อีกต่อไป มิสเตอร์ไลล์บอกให้กลับมาและมอบอาวุธปืนเสีย

วันที่ ๘ สิงหาคม ตอนบ่าย มิสเตอร์กเยินและข้าพเจ้าลงไปที่ท่าอิฐ ระหว่างทางเราพลสล่าโปไชยกับคน ๓ – ๔ คน ออกจากเขาพลึงมา

ที่บ้านสูงเม่น ข้าพเจ้าพบเงี้ยวคนหนึ่งมีปืนตำรวจ ข้าพเจ้าจึงได้เอามาเสีย

วันที่ ๙ สิงหาคม ข้าพเจ้าไปถึงค่ายสยามและบอกพระยาสุริยราชว่ามีเงี้ยวเหลืออยู่ที่แพร่ ๒ – ๓ คน เงี้ยวที่ช่องเขาทั้งหมดหนีไปแล้ว ดังนั้นจึงถูกเปิดแล้ว มิสเตอร์กเยินกลับมาแพร่ขณะที่ข้าพเจ้าลงไปอุตรดิตถ์เพื่อโทรเลขไปยังบริษัทของข้าพเจ้า และต่อมากลับถึงแพร่เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม

ระหว่างการวุ่นวาย เจ้าหลวงเมืองแพร่และครอบครัวเกรงกลัวที่จะพูดมาก ตัวเจ้าหลวงเองไมใคร่กล้าพูด ภริยาเจ้าหลวง เจ้าบัวไหลและบุตรีมาหาข้าพเจ้าบ่อยๆ ขอร้องข้าพเจ้าให้เป็น “พยาน” ว่าเงี้ยวข่มเหงเอา

วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ท่าอิฐ เหล่าสตรีมายังห้างบอมเบ เบอร์ม่า เป็นเพราะพระยาราชวงษ์ พระยาราชบุตรได้ลงไปพบพระยาสุริยราช กลัวว่าพวกเงี้ยวจะทำร้ายเอา พระยาราชบุตรและพระยาไชยสงคราม ผู้ควรจะสนับสนุนเจ้าหลวงผู้ชรา ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย เขาก้าวไกลเกินไปที่จะให้เป็นที่โปรดปรานแก่เงี้ยวเพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งชีวิตตน พระยาราชวงษ์ช่วยเหลือข้าพเจ้าเอาปืนตำรวจกลับมา ตอบคำถามตรงไปตรงมาและให้ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ซึ่งเราจะไม่ได้จากพระยาราชบุตรและพระยาไชยสงครามซึ่งดูเหมือนไม่ยอมบอกอะไรเราเลย

พระยาราชวงษ์กับเจ้าชื่นบุตรีเจ้าหลวงมีกำลังใจดีมาก กำลังใจค่อนข้างจะรุนแรงแนะนำพ่อให้ยอมเงี้ยวน้อยที่สุดที่จะทำได้ จะได้ไม่ถูกตำหนิภายหลัง เจ้าคนอื่นๆ พระยาบุรี พระวังซ้าย พระวิไชย ฯลฯ ไม่ใคร่แสดงตนออกมา อยู่กับบ้านปล่อยให้เจ้าหลวงอยู่กับความยุ่งยากตามลำพัง

เมื่อเงี้ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกหัวหน้า หยาบคาย ไม่ประสีประสา ไม่ฉลาดเกือบทั้งหมด มี ๒ – ๓ คน ที่รู้หนังสือ ถ้ามีหัวหน้าที่ฉลาดเฉลียวในการก่อความวุ่นวายขึ้นในครั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้ากลัวว่าจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แต่เงี้ยวที่น่านับถือและฉลาดทั้งหมด ถูกบังคับให้ร่วมมือกับโจรก๊กบ่อแก้วด้วย ไม่ปรารถนาที่จะต่อสู้และสูญเสียทรัพย์สมบัติไป เขาปรารถนาที่จะให้การวุ่นวายยุติลง แต่ไม่กล้าทำโดยเปิดเผย ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาและการแนะนำของเขาที่ให้รอคอยกงสุลก่อน พะก่าหม่องคงจะได้ไปลำปางก่อนหน้านี้แล้ว และโดยที่ลำปางขณะนั้นยังไม่เตรียมพร้อม คงจะแตก และการก่อความวุ่นวายของเงี้ยวคงจะติดตามมาโดยทั่วๆ ไป

พะก่าหม่องถูกเยินยอให้เป็นเจ้าหลวงเมืองแพร่ และหยิ่งมากที่ได้นั่งบนบัลลังก์ใหม่แทนที่จะโจมตีในเมื่อยังมีเวลาอยู่

ดูเหมือนว่าภายหลังที่เงี้ยวได้ถูกขับไล่มาจากลำปาง จาการไม่มีการสื่อสารติดต่อกับในเมืองได้ ถ้าเขารู้ว่าหัวหน้าตำรวจยกออกไปได้แล้ว ก็คงจะโจมตีอีกครั้ง ตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น

เงี้ยวในที่ประชุมคุ้มเจ้าหลวง ออกอุบายแก่ชาวยุโรปว่าถูกกดขี่ กล่าวว่าเขาไม่เป็นผู้ร้ายตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ที่แพร่ ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเงี้ยวที่ทำงานป่าไม้บ่นว่าถูกกดขี่เลย ส่วนพวกพ่อค้า ข้าพเจ้าไม่มีความรู้เลย ชาวลาวโดยทั่วๆ ไปเกรงกลัวเงี้ยวมาก ระหว่าง ๒ – ๓ ปีที่ข้าพเจ้าอยู่แพร่ มีข่าวการโจรกรรมถูกวางแผนและกระทำมากตามความคิดเห็นของคนทั่วๆไปว่า ลาวถูกสงสัยว่าได้ลงมือกระทำเอง มีชื่อเสียงที่เป็นที่เกรงกลังในฐานะโจรโยทั่วๆไป

หมู่ชนเงี้ยวปรากฏแก่ข้าพเจ้าว่าเป็นหมู่ชนที่บึกบึนและไม่เกรงกลัว ในหมู่ชนชั้นที่ดีกว่าได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่แล้ว มีช้างหลายเชือกอย่างแน่นอน ทำงานหนัก เป็นคนทำป่าไม้ที่ดีและข้าพเจ้าเชื่อเช่นเดียวกันว่าพ่อค้าใหญ่หลายคนได้ตั้งหลักแหล่งลงแล้ว

คงเป็นการดีที่จะกล่าวว่าพ่อค้าหลายคนค้าเสื้อผ้าเล็กๆน้อยๆ หรือไม่ขายอะไรเลย ดูเหมือนจะฉวยโอกาสเมื่อมีมา อย่างไรก็ตาม นั้นคือการจลาจลเงี้ยวที่เกิดขึ้น ควรจะกล่าวว่าเป็นการลุกขึ้นต่อสู้การกดขี่ก็ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลพอโดยที่พวกหัวขโมยที่ไม่รู้จักกันดีได้ถูกใช้โดยกลุ่มโจร

หม่องโป คนทำไม้ชาวพม่า อยู่ในเมืองแพร่ เมื่อ ๒ – ๓ ปีที่แล้วถูกโจรกรรมไปราว ๘,๐๐๐ บาท ส่างโซโจรคนหนึ่งถูกจับได้จำคุกไว้ที่เชียงใหม่ อีกคนหนึ่งสล่าดีจา มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างเล็กน้อย ถูกปล่อยตัวไป คนอื่นๆ หนีไปได้ ขณะนี้เมื่อมีการจลาจลเกิดขึ้น ก็เข้ามาร่วมด้วยคือวูและสล่าน้อย จนบัดนี้ยังคงซ่อนตัวอยู่ที่แห่งหนึ่งในบ้านบ่อแก้ว

ถ้าเงี้ยวซ่อนและคุ้มกันคนเลวไว้ ก็เป็นการยุติธรรมแล้วที่จะถูกตำหนิและรับเคราะห์ด้วยตนเอง

 

 

หนังสือของนายเฟื่อง ผู้พิพากษาเมืองแพร่ เมืองอุตรดิตถ์ วันที่ ๑๖ ส.ค. ร.ศ. ๑๒๑

ข้าพเจ้านายเฟื่อง ผู้พิพากษาเมืองแพร่ บอกมายังท่านพระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ปลัดทูลฉลอง ขอได้นำความขึ้นกราบทูล พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงทราบฝ่าพระบาท

ด้วยวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ศก. ๑๒๑ เวลาย่ำรุ่งได้มีเงี้ยวผู้ร้ายคุมสมัครพรรคพวกประมาณสัก ๔๐๐ คนเศษ มีอาวุธครบมือเข้าปล้นเมืองแพร่ อ้ายผู้ร้ายได้ยิงโรงพักตำรวจภูธรก่อน แล้วเลยเข้าไปในเมืองยิงโรงไปรษณีย์โทรเลข และบ้านท่านพระยาราชฤทธานนท์ข้าหลวง และที่เค้าสนามว่าการเมือง แล้วเลยยิงที่ศาลและบ้านที่ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ แล้วอ้ายผู้ร้ายได้ขึ้นเก็บเอาทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าไปเสียจนหมดสิ้น

แต่ส่วนตัวข้าพระพุทธเจ้านั้นได้หลบหนีซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองคอนฟังดูว่า อ้ายผู้ร้ายจะคิดการอย่างไรต่อไป ในวันนั้นข้าพระพุทธเจ้าทราบความมาว่า อ้ายผู้ร้ายพากันเที่ยวบนราษฎรชาวเมืองให้ช่วยสืบจับตัวท่านพระยาราชฤทธานนท์กับตัวข้าพระพุทธเจ้าและข้าราชการอื่น ๆ ที่เป็นคนไทย เพราะเหตุที่เจ้านครแพร่ก็เป็นใจเข้ากับพวกคนร้ายด้วย พวกชาวบ้านที่มีความเมตตาบอกให้ข้าพระพุทธเจ้ารีบหนีไปเสีย เพราะอ้ายผู้ร้ายจับเอาข้าราชการที่เป็นคนไทยไปฆ่าเสียหลายคนแล้ว

ครั้นถึงเวลาค่ำลงในวันนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับภรรยาและนายแปลกยกกระบัตรศาล ได้พากันหลบหนีไปทางเมืองนครลำปาง ครั้นถึงเมืองต้าแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้ตีโทรศัพท์ไปยังพระมนตรีพจนกิจ ข้าหลวงนครลำปาง เล่าเรื่องในการที่อ้ายผู้ร้ายเข้าตีปล้นเมืองแพร่นั้นพระมนตรีพจนกิจ ตอบว่า จะจัดกองทัพยกไปช่วยเดี๋ยวนี้ แล้วข้าพเจ้าก็กลับมาพักอยู่ที่บ้านนายน้อยบุญหลง และจะเลยไปเมืองลำปางต่อไป ฝ่ายนายน้อยบุญหลงได้ห้ามปรามไว้โดยเกรงว่าพวกผู้ร้ายเงี้ยวจะมาตั้งสกัดรับทัพเมืองนครลำปางอยู่ ถ้าพบเข้าอ้ายผู้ร้ายจะฆ่าเสีย ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ซุ่มอยู่ในป่าที่เมืองต้าได้ ๒ คืนอ้ายผู้ร้ายได้ติดตามตัวข้าพระพุทธเจ้าแต่จับตัวข้าพระพุทธเจ้าหาได้ไม่ โดยเหตุที่ข้าพเจ้าได้หลบหนีไปซุ่มเสียก่อน อ้ายผู้ร้ายจับได้แต่คนใช้ของข้าพระพุทธเจ้าไปได้คนหนึ่ง

ครั้นต่อมา ข้าพระพุทธเจ้าได้พากันหลบหนีออกจากเมืองต้าจะไปเมืองนครลำปางอีกแต่ไปหาตลอดไม่ เพราะเหตุผู้ร้ายเงี้ยวได้ยกมาตั้งสกลัดทางรับกองเมืองนครลำปางอยู่ก่อน ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้พากันหลบหนีออกจากเมืองต้าไปทางเมืองลองในเวลากลางคืนจนเวลารุ่งขึ้นจึงถึงเมืองลอง ได้จัดจ้างชาวบ้านเมืองลองงล่องเรือส่งมาตามลำน้ำแม่ยมจนถึงเมืองด้ง แล้วได้พักที่เมืองด้ง ๑ คืน ครั้งรุ่งขึ้นข้าพระพุทธเจ้าได้ขอให้นายอำเภอเมืองด้งจัดได้คนนำทาง ๒ คน นำทางไปส่งข้าพระพุทธเจ้าถึงเมืองอุตรดิตถ์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปพักรออยู่ที่บ้านจีนเฮียง ซึ่งเป็นคนชอบพอคุ้นเคยกัน โดยประสงค์ของข้าพระพุทธเจ้าจะรอคอยกองทัพท่านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีขึ้นไปถึง ข้าพระพุทธเจ้าจะได้ติดกองทัพขึ้นไปจัดราชการที่เกี่ยวข้องแก่หน้าที่ของศาลสนองพระเดชพระคุณเพื่อให้เป็นที่เรียบร้อยต่อไป

การจะควรประการใด ข้าพระพุทธเจ้าขอเอาพระบารมีของพระเดชพระคุณปกเกล้าเป็นที่พึ่ง ควรมิควรและแต่จะโปรดเกล้า ฯ ข้าพระพุทธเจ้า นายเฟื่อง

 

 

จดหมายเจ้าราชบุตรถึงเจ้าหลวงเมืองน่าน  ที่นครแพร่ วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ศก ๑๒๑

ข้าบาทเจ้า เจ้าราชบุตรเมืองแพร่ เจ้าฟ้าองค์เป็นเจ้าตนเป็นพ่อได้ทรงทราบ เมืองวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ศก ๑๒๑ เวลาเช้าพวกเงี้ยว ม่าน ต้องซู่เป็นอันมาก ยกกำลังเข้าตีเมืองแพร่ พวกข้าหลวงแลเจ้านายเมืองแพร่ไม่ทันรู้ตัว พวกเงี้ยว ม่านทั้งหลายก็เข้าเมืองได้ แต่พวกเงี้ยวม่านบ่ได้กระทำร้ายกับเจ้าแลเจ้านายบ้านเมือง แต่พวกเงี้ยวม่านจับเอาแต่พวกไทยไปฆ่าเสียหลายคน พระยาไชยบูรณ์ พวกเงี้ยวม่านก็จับฆ่าเสียแล้ว แลพวกเงี้ยวม่านเข้าไปยกบ้านเมืองมอบพ่อเจ้าเมืองแพร่ดังเก่า พวกเงี้ยวม่านไหว้สาพ่อเจ้าเมืองแพร่ว่า ๕ หัวเมืองนี้มีเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน เมืองลำปาง เมืองน่าน พวกเงี้ยวก็ได้นัดกันเข้าตีเอาเหมือนกัน แต่เมืองที่ว่ามานี้ยังบ่ได้รู้ความแน่ ในเมืองน่านเรานี้ก็ยังอยู่เป็นปรกติหรือ หรือว่าพวกเงี้ยวม่านตีเอาเหมือนเมืองแพร่ เท็จจริงประการใด ขอองค์เป็นเจ้าตอบหนังสือมากับคนใช้ข้าบาทเจ้าให้รู้โดยรีบร้อน ไหว้สาให้ทรงทราบ

ประทับตารูปแพะมาเป็นสำคัญ (เซ็น) ราชบุตร

 

หนังสือประกาศเงี้ยวมีบอกลูกค้าราษฎรทั้งหลายได้ทราบทั่วกัน

๑. ด้วยเราได้ฆ่าเจ้าคุณเมืองแพร่นั้น ไม่ใช่เราเป็นผู้ร้ายอ้ายขโมย ไม่ใช่ต้องประสงค์ใคร่ได้เงิน คำ สิ่งของ เพราะว่าเจ้าคุณทำข่มเหงพวกเงี้ยวเป็นอันมากมายว่าจะยับฆ่าพวกเงี้ยวทั้งหมด

๒. อยู่ทุกวันเจ้าคุณประกาศห้ามว่า พวกเงี้ยวทั้งหลายไม่ให้ทำบ้านเรือนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงได้เกิดวิวาทแก่กันเท่านั้น

๓. ถ้าลูกค้าราษฎรเมืองใต้ยังรักชีวิตอยู่นั้น อย่าได้ขึ้นมาหาเราเถิด ถ้ายังไม่รักชีวิตนั้นขอเชิญมามาย ๆ เถิด

๔. กราบเท้าพระเดชพระคุณท่านเมืองอุตรดิตถ์จงทราบ ข้าพเจ้าพวกเงี้ยวทั้งหลายไม่มีความวิวาทแก่กันกับท่านสักสิ่ง ตั้งแต่เดิมทีมาจนถึงวันนี้ ไม่มีความจองหองข้าพเจ้าพวกเงี้ยวเป็นอันมาก

๕. หรือว่าท่านเจ้าคุณยังไม่รักลูกค้าราษฎรทั้งหลายนั้น ขอให้ท่านเจ้าคุณถอยไปเสียเถิด หรือว่าจะให้บ้านเมืองเกิดเดือดร้อนดี หรือว่าจะให้ใคข่มเหงข้าพเจ้าพวกเงี้ยวมั้งหลายเหมือนเจ้าคุณเมืองแพร่นั้น ก็เชิญมาเร็ว

๑๔๖๔ ตัวเดือน ๘ แรม ๑๒ ค่ำ

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แม่ทัพใหญ่ปราบเงี้ยว

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2012 เวลา 11:40 น. )