วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๕) เวลาเช้าตรู่ เงี้ยวราว ๔๐ คนจากบ้านบ่อแก้ว แขวงเมืองลอง จังหวัดลำปาง สล่าโปไชย เฮดแมนเมืองลองบังคับอังกฤษ ลาปู่โอและจองแข่เป็นหัวหน้าสมทบกับเข้ากับเงี้ยวบ้านป่าผึ้ง แขวงสูงเม่นจังหวัดแพร่ พะก่าหม่อง บังคับอังกฤษคนงานทำไม้ห้างบอมเบ เบอร์ม่า ผู้ถูกส่งมาจากเชียงตุงตามแผนการแบ่งแยกดินแดนของเจ้าแว่นทิพย์เมืองเชียงตุงเป็นหัวหน้า พร้อมอาวุธครบมือยึดได้มาจากกองกำลังทหารตำรวจลำปางเมื่อสองวันก่อน ยกกำลังเข้าเมืองแพร่ทางทิศเหนือประตูยั้งม้า ซึ่งไม่ค่อยมีบ้านเรือนอยู่ เข้าปล้นเมืองแพร่อย่างเงียบ ๆ ไม่ทันให้รู้ตัว ถ้าเข้าทางประตูชัยก็จะผ่านย่านตลาดร้านค้า ตามถนนเจริญเมืองเป็นที่เอิกเกริกตำรวจภูธรจะรู้ตัวเสียก่อน

จุดแรกที่เข้าโจมตีก็คือโรงพักตำรวจภูธรเมืองแพร่ อยู่นอกประตูชัย ไล่ฟันตำรวจไม่ทันรู้ตัวบาดเจ็บสาหัส ๔ คน ภายหลังไปรักษาตัวที่โรงหมอมิชชันนารีอเมริกันติดวัดเงี้ยวตำรวจแตกตื่นหนีไปหมดยึดได้อาวุธ ๕๔ กระบอก กระสุน ๓,๒๐๐ นัด นายร้อยตรีตาดตำรวจเมืองอุตรดิตถ์เข้ามาแจ้งวิสามัญฆาตกรรมเงี้ยว ๓ ศพ ที่บ้านเด่นชัยก่อนหน้านี้ ๑ วันพักอยู่บ้านตรงข้ามโรงพักตำรวจและพลตำรวจอีก ๑ นายที่ติดตามมา ได้ยินเสียงปืนการปล้นจึงยิงต่อสู้จากบ้าน เงี้ยวก็กรูกันเข้ามายังบ้าน ยิงอำแดงภรรยานายร้อยตีตาดตาย และคนใช้หญิงนอนคลุมโปงตายอีก ๑ นายร้อยตรีตาดและพลตำรวจหนีออกไปทางหลังบ้านได้

จากนั้นเงี้ยวมุ่งหน้าไปโรงไปรษณีย์โทรเลข อยู่ในประตูชัย เงี้ยวทำลายเครื่องมือรับส่งโทรเลข โทรศัพท์ แบตเตอร์รี่ ตัดสายโทรเลข โทรศัพท์ฉีกทำลายเมล์เพิ่งมาถึงเย็นวันวานยังไม่ได้จัดส่ง โยนจดหมายหนังสือลงมาด้านล่าง นายไปรษณีย์และนายโทรเลขหนีไปได้ บ้านข้าหลวงเมืองแพร่พระยาราฤทธานนท์อยู่ใกล้กับโรงไปรษณีย์ ข้าหลวงได้ยินเสียงปืนและเห็นเงี้ยวห้อมล้อมโรงไปรษณีย์อยู่จึงยิงมาจากบ้านได้ ๕ นัด เงี้ยวก็ระดมยิงตอบและกรูมายังข้าหลวง ข้าหลวงและครอบครัวหนีออกไปทางหลังบ้านได้ ข้าหลวงหนีไปยังบ้านพระยาราชบุตรผู้บังคับการตำรวจภูธร แต่ไม่พบตัว เลยไปคุ้มเจ้าหลวงแพร่ ขอความคุ้มครองแต่ถูกปฏิเสธทั้งดูทีท่าเจ้าหลวงเมืองแพร่ไม่คิดต่อสู้ จึงไปที่ห้างทำป่าไม้อิสต์เอเชียติกอยู่ใกล้ประตูมาร ก็ไม่พบฝรั่งผู้ใดเลย จึงหนีออกไปนอกเมือง ถูกจับตัวได้ในวันรุ่งขึ้นที่บ้านร่องกาด ๔ ก.ม. จากเมือง และถูกประหารโดยอ้ายตื้อแก่บ้านร่องกาด ผู้หวังสินบนจากเงี้ยว

ความจริงข้าหลวงได้รับรู้แล้วว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น แต่ไม่ทราบว่าอะไร โดยที่ตอนสองยามเศษ คืนวันที่ ๒๔ ต่อ ๒๕ กรกฎาคม ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) พระยาราชบุตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรได้ไปปลุกแจ้งให้คนข้าหลวงทราบล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่บอกว่าเหตุอะไร และไม่ดำเนินการป้องกันแก้ไขใด ๆ ด้วย เงี้ยวปล้นบ้านข้าหลวงยิงคนใช้หญิงชายตาย ๔ เก็บทรัพย์สิ่งของที่มีค่าไป โดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายข้าหลวง เงี้ยวได้ให้นักโทษที่ปลดปล่อยออกมาจากคุกภายหลังสวมใส่เดินไปตามถนน เป็นการประจานลบหลู่หยามอำนาจข้าหลวงไทยฝ่ายใต้ ต่อจากนั้นแบ่งกองกำลังแยกย้ายไปปล้นเค้าสนามที่ว่าการเมืองแพร่ (ศาลากลาง) และให้ส่างยอนไปปลดปล่อยนักโทษในคุก ใช้ขวานฟันประตูเข้าไป ง้างตรวนออกปลดปล่อยนักโทษออกไปหมด เพื่อเป็นกำลังสมทบเพิ่มขึ้น

ณ ที่ว่าการเมือง เงี้ยวทำลายความเสียหายทุกอย่างที่จะทำได้ แสดงการระบายออกซึ่งการเคียดแค้นต่อข้าราชการไทยฝ่ายใต้ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ แม้ผ้าปูโต๊ะ บุโต๊ะ เบาะเก้าอี้ ก็ทำลายฉีกขาดหมด เอกสารหนังสือรื้อทำลายสิ้น โยนทิ้งลงมาข้างล่าง ใช้ขวานผ่างัดกำปั่นเหล็กบรรจุเงิน ๓๙,๐๐๐ บาท และใช้สถานที่นี้เป็นกองบัญชาการ

ไปปล้นศาลเมืองแพร่ เก็บเอาเครื่องใช้ต่าง ๆ ไป ฉีกทำลายเอกสารสำนวนความหมดสิ้นแล้วเข้าปล้นบ้านผู้พิพากษานายเฟื่อง นายเฟื่องหลบหนีไปได้ทางเมืองต้า โทรศัพท์แจ้งเหตุร้ายให้ข้าหลวงลำปางทราบ เชียงใหม่และกรุงเทพ ฯ จึงได้ทราบเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ แล้วจึงเดินทางต่อไปยังอุตรดิตถ์ ต่อจากนั้นเงี้ยวพร้อมกับนักโทษที่ปล่อยมาได้ปล้นตามบ้านข้าราชการไทยฝ่ายใต้เก็บทรัพย์สินสิ่งของขนมาไว้ที่ว่าการเมืองแบ่งสันปันส่วนกัน ขนเหล้าจากโรงต้มเหล้าและฝิ่นเสพสูบกัน มั่วสุมกันอยู่ ณ ที่นั้น

ขณะนี้มีเงี้ยวที่อยู่ในเมืองและรอบ ๆ เมืองได้ถูกเรียกมาสมทบด้วย มีประมาณถึง ๔๐๐ คน แยกย้ายกันไปเป็นหมู่ ๆ ปล้นบ้านคนไทยและจับคนไทยมาประหาร ก่อนจะเข้าปล้นจะใช้ปืนระดมยิงเข้าไปก่อนแล้วจึงถือดาบบุกเข้าไป ค้นหาคนและทรัพย์สิ่งของมีค่าขนกลับไปที่ว่าการเมือง ชั้นแรกคนเมืองแตกตื่นตกใจมาก บ้างก็อพยพหนีออกจากเมืองไป ภายหลังที่เงี้ยวประกาศว่าไม่ทำอันตรายต่อคนเมือง พม่าฝรั่งและจีน มุ่งทำเฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่ไว้ชีวิตแม้จะเป็นเด็กหรือผู้หญิงก็ตาม จึงพากันกลับมา เมื่อเงี้ยวไปปล้นที่ไหน ราษฎรชาวเมืองและพระสงฆ์ก็ติดตามไปดูด้วย เหมือนหนึ่งมีปอยหรือการแห่นาคไปบวช และคอยผสมโรงเก็บตกทรัพย์สิ่งของที่เงี้ยวไม่ต้องการแล้วอีกด้วย

เงี้ยวประกาศให้สินบนนำจับคนไทย ซึ่งจ่ายให้จริงไม่กี่คนเพียง ๓๐ บาท ส่วนมากไม่ได้ เจ้าหลวงแพร่ชั้นแรกหนีไปซ่อนตัวที่บ้านหลังหนึ่งใต้วัดกลาง ต่อมาก็ไปรวมกันอยู่พร้อมครอบครัวที่บ้านพระยาราชวงษ์ เงี้ยวได้เชิญตัวกลับไปยังคุ้ม

เงี้ยวแต่งตั้งให้พะก่าหม่องเป็นหัวหน้า ตอนบ่ายวันนั้นได้มีการประชุมกันระหว่างเจ้าหลวงเมืองแพร่ เจ้านายพื้นเมืองและหัวหน้าเงี้ยวพวกปล้นที่เค้าสนามที่ว่าการเมือง มีการลงนามในสัญญามิตรภาพร่วมรบกัน และมอบอำนาจคืนเจ้าหลวง มีข้อความดังนี้ "เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเมืองแพร่ พระนาราชวงษ์ พระยาบุรี พระยาราชบุตร พระวังซ้าย พระวิไชยราชา พระคำลือ พระพิไชยสงคราม พระเมืองชัย นายน้อยสวนฝ่ายหนึ่ง มีนายร้อยสล่าโปชัย เฮดแมน นายร้อยพะก่าหม่อง นายร้อยปู่จองตังอู่ นายร้อยหม่องโม นายร้อยส่างมน นายร้อยส่างมิ นายร้อยจองทุน นายร้อยจองคำ ฝ่ายหนึ่ง ได้ทำหนังสือองค์ปฏิญาณไว้ต่อกันด้วยข้อความดังกล่าวต่อไปนี้

๑. เดิมเมื่อปี ร.ศ. ๑๑๘ มีพระยาไชยสมบูรณ์คนไทยที่มาเป็นข้าหลวงประจำนครแพร่โดยกระทำการกดขี่ข่มเหงบรรดาเจ้านายและราษฎรและพวกลูกค้า มีพม่าตองอูซู่ ซึ่งเจ้ามาอาศัยค้าขายอยู่ในเขตแขวงนครแพร่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก

๒. ครั้นถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม  ศกนี้เวลาเช้า ๑ โมง มีพวกลูกค้าทั้งหลายได้คบคิดกันมาปราบกำจัดพวกข้าหลวงไทยแตกหนีออกเมืองไปแล้ว

๓. เจ้านายกรมการพร้อมด้วยลูกค้าได้พร้อมใจกันมอบบ้านเมืองเวนเมืองถวายไว้กับเจ้าน้อยเทพวงศ์ (พระยาพิริยะวิไชย) ให้เป็นเจ้าปกครองบ้านเมืองต่อไป

๔. ต่อไปเบื้องหน้าถ้าฝ่ายใดเกิดศึกขึ้นในเวลาใดก็ดี เจ้านายกรมการและกรรมการที่มีชื่ออยู่ท้าย หนังสือนี้ ต้องช่วยกันปราบปรามข้าศึกด้วยเต็มกำลังทั้งสองฝ่ายบรรดาที่มีชื่อพร้อมใจกันนี้ได้ลงชื่อไว้ท้ายหนังสือเป็นสำคัญ (ฝ่ายเจ้าหลวงแพร่มี ๑๕ รายชื่อ เงี้ยว ๑๙ รายชื่อ) หนังสือปฏิญาณฉบับนี้ได้ทำไว้เป็น ๔ ฉบับ พระยาพิริยะวิไชย เจ้าผู้ครองนครแพร่ถือไว้ฉบับหนึ่ง นายร้อยจีนาถือไว้ฉบับหนึ่งนายร้อยสล่าโปไชยถือไว้ฉบับหนึ่ง นายร้อยพะกาหม่องถือไว้ฉบับหนึ่ง ใจความต้องกันทั้ง ๔ ฉบับ ขณะเมื่อเซ็นสัญญากันนั้น พะก่าหม่องได้เอาตรานกยูงเป็นตราเกี่ยวข้องกับกษัตริย์พม่า และบอกให้น้อยสวนผู้พิพากษารองอ่านหนังสือที่ประทับตรานกยูงของเจ้าเมงกุนน้อยสวนบอกว่าเป็นหนังสือเงี้ยวอ่าไม่ออก ไม่รู้จักความ

ต่อมาก็มีพิธีกินน้ำสบถ มีวัตถุประสงค์ให้เจ้าหลวงเมืองแพร่ เจ้าพื้นเมืองและเงี้ยวจะได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวพรรคพวกเดียวกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ทำอันตรายกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่อสู้กองทัพไทย ให้ข้าหลวงเมืองแพร่ทำการเกณฑ์คนจัดหาเสบียงให้เงี้ยว ใช้ขันเงี้ยวใบโต ๓ กำใส่น้ำสบถตั้งกลางที่ประชุม นิมนต์พระชาวเมืองมาทำพิธีน้ำสัตยานุสัตย์ กินด้วยจอกเงินทุกคนรวม ๕๐ คน จากนั้นแบ่งเงินหลวงที่ผ่าได้จากกำปั่น บรรจุในถุงผ้าขาวถุงละ ๑,๐๐๐ บาท เจ้าแพร่ ๔ ถุง เจ้าบุรี พระเมืองไชย น้อยสวน เจ้าราชบุตร เจ้าราชวงษ์คนละ ๑ ถุง

ความเหี้ยมโหดของเงี้ยวบังคับอังกฤษมีต่อคนไทยเพียงใด ปรากฏในกรณีส่างกราน ส่างยอน ประหารนายร้อยตรีตาด และหม่องน้อยเล ทวากนันต๊ะ ประหารนายสิบเอกอ่วม ดังนี้ เงี้ยวประหารชีวิตคนไทยโดยใช้ปืนยิงหรือดาบฟันคอที่นอกกำแพงเมือง ด้านประตูมารและประตูศรีชุม หรือ ณ สถานที่ที่จับตัวได้ เงี้ยวที่เข้าปล้นเมืองแพร่นี้เป็นชนชั้นกรรมาชีพ เป็นกรรมกรทำไม้ โรงเลื่อย ขุดพลอย เปิดบ่อนพนัน ต้มเหล้าเถื่อนและค้าขาย ไม่รู้หนังสือ มิสเตอร์เฟงเกอร์รายงานว่า “โดยเฉพาะตัวหัวหน้า หัวหน้าเป็นคนหยาบคาย โง่เง่า ไม่เฉลียวฉลาดเลย”

ถ้ามีหัวหน้าฉลาดเฉลียวอย่างเงี้ยวนอกประเทศที่วางแผนไว้ และปฏิบัติการไปตามแผนการเดิม เหตุการณ์จะผันแปรอย่างไร รัชกาลที่ ๕ ทรงกล่าวไว้ว่า “เงี้ยวในเมืองเหล่านี้คงลุกขึ้นอย่างเดียวกันหมด เจ้านายแลราษฎรในเมืองเหล่านั้นคงมีใจอย่างเดียวกับพวกเมืองแพร่หมด เหมือนเป็นไปด้วยกันทั้งหมด เราปราบปรามไม่ไหวฤาขี้คร้าน ก็คงจะยอมให้มีอำนาจไปอย่างเดิม”

เงี้ยวยึดเมืองแพร่ได้แล้ว ไม่รู้จะจัดการบ้านเมืองอย่างไรดี เพราะเกินสติปัญญาความสามารถ ได้เรียกประชุมขอความเห็นฝรั่งป่าไม้ ฝรั่งป่าไม้ก็แนะนำให้เรียกตัวมิสเตอร์ไลล์รองกงสุลอังกฤษที่น่านมาปรึกษาหารือ มิสเตอร์ไลล์รีบลงมาจากน่านให้คำปรึกษาหารือทันทีและห้ามทัพไทยเข้าเมือแพร่ก่อนที่พระวาสุเทพจะมาถึง เหตุการณ์ความเป็นไปเกิดขึ้นขณะเงี้ยวยึดครองเมืองแพร่อยู่เป็นอย่างไร ปรากฏในรายงานของหมอ พ.ส. โทมัส มิชชันนารีอเมริกัน และมิสเตอร์เฟงเกอร์ ดั้งนี้

รายงานของหมอโทมัสลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๐๒ เสนอต่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่เมืองแพร่ (จะเสนอบทความหน้า)

รายงานของมิสเตอร์เฟงเกอร์ ห้างอิสต์เอเชียติก ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๐๒ เสนอต่อเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่เมืองแพร่ (จะเสนอบทความหน้า)

เงี้ยวได้ส่งกองกำลังไปสกัดทัพไทยรวม ๓ จุด จุดแรกที่สำคัญคือที่เขาพลึง ที่จะสกัดทัพไทยยกขึ้นมาจากอุตรดิตถ์ มีกำลังคน ๑๐๐ เศษ นำโดยสล่าโปไชย เฮดแมนเงี้ยว เมืองลอง หัวหน้าสำคัญที่ตีกองกำลังลำปางพ่ายแพ้ไป และเข้าปล้นเมืองแพร่ก็ยึดเมืองได้

ต่อมาที่ข่องเขาพลึงนี้เงี้ยวได้ปะทะกับกองทัพไทยของพระเยาศรีสุริยานุวัตร ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย เงี้ยวประสบการพ่ายแพ้สูญเสียชีวิตคนมาก ก็เลยอพยพหนีไปทั้ง ๓ จุดโดยไม่มีการต่อสู้กันอีก

อีก ๒ จุดคือที่บ้านบ่อแก้ว สกัดทัพไทยที่จะยกมาจากเมืองดัง(หาดเสี้ยว)เมืองสวรรคโลก และที่สูงเม่น อันเป็นจุดทางร่วมระหว่างบ่อแก้วและเขาพลึง

จดหมายเจ้าราชบุตร(พระยาราชบุตร)ถึงเจ้าหลวงน่านผู้เป็นบิดา ลงวันที่ ๒๙ ก.ค.๑๒๑ เป็นพยานหลักฐานยืนยันอย่างแจ้งชัดว่าเงี้ยวมีแผนการวางไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะยึดเมืองทั้ง ๕ ของมณฑลพายัพโดยแท้จริง หลังจากการยึดเมืองแพร่ได้แล้ว จึงได้สอบถามความเป็นไปของเมืองน่านและอื่นๆว่าเงี้ยวได้เข้าปล้นยึดเมืองได้แล้วหรือไม่ การสื่อสารทางหนังสือต้องใช้คนเดินสารไป

เมื่อเงี้ยวยึดครองเมืองแพร่ได้แล้วก็ออกประกาศท้าทายไปยังผู้ว่าราชการเมืองอุตรดิตถ์

 

ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ๒๔๔๕ (นายดอกไม้)

" ฝ่ายอำแดงคำ ภรรยานายร้อยตรีตาด กำลังเลี้ยงบุตรอยู่บนบ้านพักข้าราชการซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีตำรวจภูธรแพร่ พอได้ยินพวกเงี้ยวตะโกนบนโรงพักว่า จะฆ่าคนไทยให้หมด ไม่ฆ่าคนเมือง " ทำให้อำแดงคำนึกในใจวาในครั้งนี้คงจะหนีไม่พ้นคงต้องถูกฆ่าตายแน่ ถ้าต่อสู้ยังอาจมีทางรอด จึงวิ่งไปหยิบปืนลูกโม่ที่สามีทิ้งไว้ในบ้าน บรรจุกระสุน ๖นัดเต็มอัตรา! พอพวกเงี้ยวบุกเข้าไปใกล้บ้านพักข้าราชการ อำแดงคำรู้ตัวว่าอันตรายเข้ามาถึง ด้วยความรักตัวกลัวตาย ทำให้เธอใช้ปืนสั้นกระบอกนั้นยิงไปยังประตูบ้านอย่างแม่นยำ ร่างของเงี้ยว๖ คนร่วงดับดิ้นเพราะฤทธิ์ กระสุนปืน! พอพวกเงี้ยวรู้ว่ามีคนแอบยิงพวกตนมาจากบ้านพักข้าราชการ จึงพากันกรูเข้าไปบ้านพักหลังนั้นทันที!.....เมื่อพังประตูเข้าไปพบคนยิงเป็นผู้หญิงกำลังกอดลูกน้อยอยู่ที่มุมห้อง ด้วยความโกรธแค้นที่พวกของตนถูกยิง จึงใช้ดาบคมกริบในมือ ฟันเข้าไปที่อำแดงคำกับลูกน้อยอย่างไม่ยั้งมือ! จนร่างทั้งสองยับเยิน จมกองเลือดอยู่ที่ห้องนั่นเอง.....

จากนั้นพวกเงี้ยวได้บุกเข้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข แต่เนื่องจากเป็นเวลาเช้ายังไม่มีผู้มาทำงาน คงเหลือแต่นายถมยา และจีนบ๋ำ ผู้ช่วยพักอาศัย เห็นเหตุการณ์ขณะเงี้ยวปล้นโรงพัก จึงพากันหนีเข้าวัดให้พระสงฆ์ทำการบวชให้ เนื่องจากเงี้ยวเป็นชาวพุทธ คงจะไม่ทำร้ายตน

‎---พวกเงี้ยวได้พังประตูที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแพร่ ไม่พบเจ้าหน้าที่สักคน จึงเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ทำลายสิ่งของต่างๆ เช่นเครื่องมือรับส่งโทรเลข ตัดสายโทรศัพท์ ฉีกเอกสารรวมทั้งทำลายถุงเมล์ที่เพิ่งส่งมาถึงตั้งแต่เย็นเพื่อ จะจัดส่งในวันนี้...

ก่อนจะออกไปจากที่ทำการไปรษณีย์ พวกเงี้ยวได้ยิงปืนขู่ไปรอบทิศ บังเอิญกระสุนปืนนัดหนึ่งพุ่งเจาะหน้าอกของจีดตึ๊ด ซึ่งขายหมูอยู่ในตลาดถึงแก่ความตาย!!!!!

"หลังจากนั้นพวกเงี้ยวได้มุ่งตรงไปยังบ้านพักข้าหลวงแพร่ที่อยู่ตรงกันข้าม พระยาไชยบูรณ์ได้กระชับปืนลูกซองคอยสู้อยู่ที่เฉลียง ยิงต่อสู้ถูกแขนของเงี้ยวสล่าคำชื่น รองหัวหน้า ยิงได้ ๒-๓นัดเห็นทีจะไม่ไหว จึงรีบพาคุณหญิงเยื้อนหลบหนีออกไปทางด้านหลัง!"

หลังจากหลบหนีไปคุ้มหลวงขอกำลังไม่ได้ จึงมุ่งหน้าไปยังบริษัทอีสต์เอเชียติค ที่อยู่ใกล้ประตูมาร เพื่อจะไปขอความคุ้มครองจากอังกฤษ แต่ก็ไม่พบผู้ใด จึงตัดสินใจไปหาอัยการแม้น ที่แยกย้ายกันไปเกณฑ์คน

พระไชยลังกาญาติสนิทของพระพิริยะวิไชย ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของ พระยาบุรีรัตน์(หนู มหายศปัญญา) ชักจูงชาวแพร่ และคนพื้นเมืองกว่า200 คนเข้าร่วมกับเงี้ยวด้วย (คาดว่าเกิดจากการที่ ท่านเสียผลประโยชน์กับ คนไทยที่หลวงส่งมา)

ฝ่ายนายอากรเหล้าจำยอมเปิดประตูโรงเหล้าปล่อยให้พวกเงี้ยวชวนกันขนไหเหล้า ออกไปจนหมด ส่วนที่เหลือพระเวียงไชยสั่งให้ลูกน้องขนไปไว้บนเรือนของพระยาบุรีรัตน์(หนู มหายศปัญญา) >>ปัจจุบันคือคุ้มวงศ์บุรี

ในขณะเดียวกัน เงี้ยวมีการตั้งค่าหัวพระยาไชยบูรณ์ ข้าหลวงแพร่กับหลวงวิมล ผู้ช่วย คนละ๔๐๐บาทกับม้าอีก๒ตัว อีกทั้งยังชักชวนให้นักโทษช่วยกันกระพือข่าว หาผู้ร่วมขบวนการอีก จึงทำให้มีกำลังคนมากขึ้นตามลำดับ!

สำหรับหลวงศรีพิไนย ตำแหน่งพัศดีเรือนจำ ได้หลบหนีไปจากบ้านพักในเช้าตรูวันเดียวกัน และไม่มีข่าวคราวอีกเลย

ฝ่ายนายสิบแสด กับตำรวจที่เฝ้าศพเงี้ยวถูกยิงตายที่บ้านบ่อแก้ว รอจนบ่ายโมง ยังไม่รู้ข่าวในเวียงมีการต่อสู้ ไม่เห็นพรรคพวกจึงทิ้งศพไว้ นำกำลังกลับมายังสถานีตำรวจภูธรสูงเม่น

นาย ดอกไม้ ขฯะเดินผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ราว๑เส้นเศษ เห็นพวกเงี้ยวและลาว ยืนชุมนุมคุยกันอยู่ มีสนามเพลาะขุดไว้ด้วย พอคนชุมนุมเห็นตำรวจเดินมาจึงตะโกนถามว่า ""มาจากไหน พวกตำรวจตอบว่ามาจากบ่อแแก้ว ทั้นใดนั้น เสียงปืนดังกึกก้องกัมปนาท!

จ่านายสิบแสด และตำรวจ โลดเข้ากำบัง หลบหนีเข้าป่าเข้าพง ไป จนกระทั้งพ้นอันตราย ค่อยกลับมาสำรวจกำลังตำรวจ พบว่าเหลือ๑๒ คน จึงพากันหนีไปทางด่านเมืองลอง...

นาย ดอกไม้ บรรดาพวกเงี้ยวที่ก่อการครั้งนี้ได้แต่งตั้งให้พะกาหม่อง เป็นหัวหน้า สล่าโปไชยและจองแข่เป็นรอง ช่วยกันระดมเงี้ยวนอกเวียงมาสมทบ ออกปล้นบ้านคนไทย และข้าราชการ จับคนไทยมาประหาร

นาย ดอกไม้ โจรเงี้ยวพวกหนึ่งไปปล้นบ้านพักนายเฟื้อง ผู้พิพากษา แต่ไม่พบผู้คนหลงเหลืออยู่ จึงระบายความแค้นด้วยการฉีกเอกศาลคดีต่างๆที่เก็บไว้

ฝ่ายนายเฟื่องผู้พิพากษา รู้ข่าวพวกโจรจะปล้นตั้งแต่คืนวันวาน จึงพาภรรยา และนายแปลก ยกกระบัตรศาลหลบหนีไปเมืองต้า แล้วโทรศัพท์ไปรายงานเหตุร้ายแก่ พระมนตรีพจนกิจ(พร จารุจินดา) ข้าหลวงนครลำปางให้ทราบ เพื่อใหส่งกำลังมาปราบปรามด่วน... หลังจากนั้นนายเฟื้องได้ยอนกลับมาพักบ้านนายน้อยบุญหลงที่เมืองต้า หาโอกาสจะเข้านครลำปาง แต่นายบุญหลง ได้ห้ามปรามไว้ เพราะพวกเงี้ยว ตั้งด่านสกัดอยู่หากพบคนไทยจะสังหารทุกคน ๒ วันต่อมา นายเฟื่องได้ใช้ความพยายามหลบหนีไปตอนกลางคืน สามารถไปถึงเมืองลอง แล้วจ้างชาวบ้านพายเรือไปส่งที่เมืองด้ง

ครั้งถึงเมืองด้ง นายอำเภอเมืองด้ง จัดคนนำทางสองคน พานายเฟื้องไปส่งถึงเมืองอุตรดิตถ์ พักอาศัยบ้านนายจีนเฮียง คนชอบพอคุ้นเคยที่อุตรดิตถ์ เพื่อคอยกองทัพไทยจากกรุงเทพฯ มาถึง

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2012 เวลา 11:37 น. )