หลังจากยึดเมืองแพร่ได้แล้ว เงี้ยวโฆษณาชวนเชื่อขอความเห็นใจว่า ถูกข้าหลวงไทยกดขี่ข่มเหงสุดแสนที่จะทนได้ โดยไม่ให้ทำไร่ทำนา ปลูกเรือนซื้อขายจำนำที่เรือนไม่ได้ การเดินทางไปไหนต้องมีหนังสือเดินทางสำหรับตัว ขอตัดไม้สร้างวัดหรือกิจการอื่นโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมไม่ได้ และมีความเห็นเจ้าเจ้าหลวงผู้ครองนคร จึงต้องกำจัดอำนาจข้าหลวงไทย เพื่อมอบอำนาจคืนให้แก่เจ้าหลวงผู้ครองนคร จึงต้องการกำจัดอำนาจข้าหลวงไทย เพื่อมอบอำนาจคืนให้แก่เจ้าหลวงปกครองบ้านเมืองตามเดิม พวกตนถูกกองกำลังลำปางส่งมาปราบปรามทำลายล้างถึงถิ่นที่อยู่ของตนที่บ่อแก้ว จึงต้องป้องกันตน และแพร่ก็จะส่งกำลังไปช่วยลำปาง จึงต้องตัดกำลังโดยการีบชิงเข้าปล้นเมืองเสียก่อน

 

คนอเมริกันอยู่ลำปางก็มีความเห็นว่า รัฐบาลสยามซึ่งปกครองพวกนี้อยู่ มิให้ความพิทักษ์คุ้มครองโดยเหมาะสม สำหรับกงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่ ชั้นแรกเข้าใจว่าเป็นปัญหาการเดือดร้อนไม่พอใจการเสียส่วย ๔ บาท การเข้มงวดกฎระเบียบหนังสือเดินทางสำหรับตัว ภายหลังจึงเข้าใจว่าเป็นการลุกฮือแข็งข้อขึ้นก็เพื่อช่วยลาวเป็นกบฏต่อต้านพวกข้าหลวงไทย

กระทรวงนครบาลมีความเห็นว่าเป็นนิสัยสันดานโจรของพวกเงี้ยวเอง กระทำโจรกรรมปล้นสะดมแย่งชิงลูกค้าวาณิชเนือง ๆ เมื่อไม่มีงานทำก็ซ่องสุมเป็นโจรหมู่ใหญ่ขึ้น ได้โอกาสก็ปล้นเมืองแพร่เสียเลย รัฐบาลสยามโดยกระทรวงมหาดไทย ได้ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี มิสเตอร์โรบินซ์ ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงมหาดไทย มิสเตอร์อีริค สท. จ. ลอว์สัน รักษาการผู้บังคับการตำรวจนครบาล ให้ทำการสืบสวนสอบสวนแยกย้ายกันไปสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพ ฯ ทางภาคเหนือและที่อื่น ๆ ก็ได้ความต้องกันว่า เป็นเรื่องการเมืองไม่ใช่เป็นการลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐบาลสยามแต่ประการใดไม่ เงี้ยวต้องการยึดครองหัวเมืองในมณฑลพายัพทั้งหมดมี เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เพื่อเป็นฐานกำลังสะสมผู้คนอาวุธเสบียงอาหารอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของเงี้ยวเอง เนื่องจากหัวเมืองเหล่านี้ไม่มีกำลังทหารป้องกันตัวได้เพียงพอกว่ารัฐบาลไทยกรุงเทพ ฯ จะส่งทหารขึ้นมาถึง เงี้ยวก็ยึดเมืองได้ทั้งหมดแล้ว ประกอบทั้งพลเมืองก็เกรงกลัวเงี้ยว มีความเห็นอกเห็นใจเงี้ยว ด้วยเกี่ยวข้องทางสายโลหิต วงศาคณาญาติ ทางสมรส อพยพถ่ายเทไปมาระหว่างกันนับได้ ๒ ศตวรรษกว่าที่ได้อยู่ร่วมกันภายใต้การปกครองของพม่า (ดูบทความเรื่องเจ้า ๗ ตนในเว็บวังฟ่อนดอทคอม) พลเมืองก็เกลียดชังข้าหลวงไทยฝ่ายใต้เป็นทุนอยู่แล้วที่เก็บส่วยแล้วยังต้องถูกเกณฑ์แรงงานซ้ำอีก บรรดาผู้ครองนครก็ไม่พอใจที่ถูกลิดรอนอำนาจและที่สำคัญที่สุดคือค่าภาษีตอไม้ ต้องสูญเสียไปให้แก่รัฐบาลกรุงเทพ ฯ ได้รับเงินตอบแทนเป็นรายปีไปปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท น้อยกว่าได้รับจริง จึงไม่พอใจ เป็นการง่ายที่จะจูงใจไปให้แข็งข้อต่อรัฐบาลกรุงเทพ ฯ

บรรดาเงี้ยวเจ้าฟ้า ๑๙ หัวเมืองได้ตกลงกันที่จะยกเจ้าเมงกุนเจ้าพม่า ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์พม่าผู้หนึ่ง ขึ้นเป็นกษัตริย์พม่าแทนพระเจ้าธีบอ ซึ่งพ่ายแพ้อังกฤษถูกเนรเทศไปอยู่อินเดียแล้ว ดังนั้นในปี พ.ศ. ๑๑๙ เจ้าแว่นทิพย์ภคีนีเจ้าฟ้าเชียงตุงจึงเดินทางมาผูกสัมพันธไมตรี กับเมืองเชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง กำหนดนัดหมายอีก ๒ แล้งคือในปี ร.ศ. ๑๒๑ วันเพ็ญเดือนยี่ ตรงกับวันที่ ๑๕ พ.ย. เจ้าเมงกุนจะมาจากเมืองเชียงรุ้งยกเข้าตี ๕ เมืองในมณฑลพายัพพร้อมกัน เพื่อเป็นฐานสะสมกำลังยกไปตีเมืองอังวะในเวลาต่อมา แล้วเจ้าฟ้าเงี้ยวก็จะยกเจ้าเมนกุนขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียงรุ้ง ขอให้เจ้าหลวงอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรและจัดให้มีตัวแทนเงี้ยวติดต่อประสานงานกับทุกเมือง เชียงใหม่มีปู่เจ้าสันดา ปู่เจ้าสริกดา จองกระแจง พากหลวง ลำพูนมนายฮ้อยคำจ่าง ลำปางมีสล่าทุนลา โปกอกัก พะก่าคำ แพร่มีพะก่าหม่อง สล่าโปไชย โปออ น่านมีน้อยอุ ส่างปา น้อยปุก ส่วนแพร่และน่านไม่ได้มาเพราะติดอยู่กับเมืองภาคกลางของไทย เกรงความลับจะรั่วไหล แต่ก็ได้ติดต่อกันทางหนังสือแทน บังเอิญเหตุการณ์ชิงเกิดขึ้นที่แพร่เสียก่อนถึงกำหนดนัดหมายเพียง ๔ เดือน แผนการเดิมจึงต้องล้มเหลวไป เพราะรัฐบาลไทยสามารถส่งกำลังทหารขึ้นมาปราบปรามได้ทันท่วงทีและสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แม้กระนั้นเงี้ยวก็ยังไม่สิ้นความพยายาม ได้ประชุมกันที่เมืองเชียงคำเพื่อแผนการเดิมโดยจะยึดเมืองน่านไว้ก่อน เพราะน่าเจริญมั่งคั่งมาก มีการทำนาได้ผลดี มีบ่อเกลือ มีผู้คนมากที่จะใช้แรงหาบหามได้ จึงได้เพียรพยายามก่อกวนโจมตีเมืองต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

รัฐบาลไทยได้ประท้วงไปยังอุปทูตอังกฤษที่เพิกเฉยปล่อยให้เจ้าแว่นทิพย์ซึ่งเป็นผู้ที่รับรู้กันว่าเป็นหัวหน้าใหญ่ของโจรเงี้ยวคอยบงการอยู่นอกประเทศว่าเป็นการง่ายและเหมาะสมที่สุด ที่จะให้มีความสงบสุขกลับคือสู่ภาคเหนือสยาม โดยห้ามเจ้าแว่นทิพย์มิให้ใช้อาณาเขตอังกฤษเป็นฐานดำเนินการต่อประเทศเพื่อนบ้านที่มีไมตรีต่อกัน เมื่อได้รับแผนการมา เงี้ยวก็ก่อให้เกิดการปั่นป่วนทวีขึ้นแก่บ้านเมืองโดยลำดับ โดยปล้นสะดมราษฎรเมืองต่าง ๆ ทำโจรกรรมคนเดินทางมีพวกฮ่อเป็นต้น ตีชิงและฆ่าเจ้าทรัพย์ตายหนักมือขึ้น เพื่อเพิ่มควมเกลียดชังรัฐบาลไทยฝ่ายใต้ให้แก่ชาวเมืองยิ่งขึ้น ที่ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ มีทับทวีความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น ที่ลำปางแขวงแม่เมาะ แม่งาว แม่จาง บ้านหัวเสือ มีการปล้นสะดมฆ่ากันตายขนาดหนัก เพราะภูมิประเทศแถบนั้นเป็นดงใหญ่ที่อยู่ของเงี้ยวถึงเชียงใหม่ ๓,๐๐๐ คน ในลำปางเงี้ยว ๕๐๐ คน เจ้าทรัพย์มีความเกรงกลัวไม่อาจต่อสู้ผู้ร้าย แม้มีสินบนนำจับก็ไม่กล้านำความมาบอก เกรงผู้ร้ายจะอาฆาตกลับมาทำร้ายเอาภายหลัง

เค้าสนามหลวงเมืองนครลำปางต้องการเร่งมือปราบปรามให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว จึงจัดตั้งกองสอดแนมขึ้นแยกย้ายสืบจับเป็น ๓ กอง คือ ๑. กองเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตย์ พระยาอุตรการ ไปสืบจับที่แม่งาว แม่จาง และเมืองลอง ๒. กองเจ้าราชภาติกวงษ์ ไปแม่เมาะ ปางป๋วย ๓. กองพระมนตรีพจนกิจ เจ้าราชสัมพันธ์ หลวงอัยสูรย์ และขุนภูธรธุรานุรักษ์ ไปเมืองต้า ครั้นวันที่ ๑ ก.ค. ๑๒๑ กองเจ้าราชภาติกวงษ์  ได้ไปพบผู้ร้ายเงี้ยวและคนเมืองประมาณ ๔๐ คน ที่ปางป๋วย ได้ยิงต่อสู้กันตำรวจภูธรยิงเงี้ยวตาย ๓ ตำรวจภูธรตาย ๑ เจ้าราชภาติกวงษ์ ต้องถอยมาที่แม่เมาะเพราะลูกปืนหมด ขอกำลังเพิ่มเติม กองพระมนตรีพจนกิจได้เข้ามาสมทบด้วย ติดตามผู้ร้ายไปถึงตำบลท่าขามตก ล้อมจับผู้ร้ายได้ ๑๑ คน เป็นเงี้ยว ๗ คนเมือง ๔ ผู้ร้ายหนีไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นดงเงี้ยวเรียกว่า บ่อแก้ว ในแขวงเมืองลอง ซึ่งขึ้นอยู่กับลำปางในขณะนั้น ลำปางโทรเลขไปเชียงใหม่ขอกำลังทหารไปช่วย พระยานริศรราชกิจ ข้าหลวงไทยมณฑลพายัพส่งขุนพลพัฒน์พิจารณ์พร้อมนายสิบพลทหารรวม ๓๗ คนให้มา เมื่อกองทหารออกเดินทางจากเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๑๔ ก.ค. ๑๒๑ มาถึงแล้ว ในวันที่ ๑๙ ก.ค. ๑๒๑ พระมนตรีพจนกิจ (เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี) ข้าหลวงนครลำปางพร้อมด้วยเจ้าราชบุตรเสนาตำแหน่งมหาดไทย เจ้าราชภาติกวงษ์ผู้บังคับการตำรวจภูธร ขุนภูธรธุรานุรักษ์นายแขวงเวียงเหนือ เจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ พระยาอุตรการ พระยาชำนาญราชกิจ มีปืนแมลลิเดอร์ เมาเซอร์และปืน ๑๒ นัดครบทุกคน กับพลทหาร ๓๐ คน พร้อมคนหาบหามอีกจำนวนหนึ่ง เดินเป็นกองทัพยกออกมาจากนครลำปาง มุ่งหน้าไปเมืองลอง บ่อแก้ว วันที่ ๒๒ ก.ค. ๑๒๑ ถึงบ้านแม่ปาน (ปากปาน) ซึ่งห่างจากบ่อแก้วประมาณ ๔ ช.ม. จึงหยุดพักแรมคืน

วันรุ่งขึ้นที่ ๒๓ ก.ค. ๑๒๑ เวลาย่ำรุ่ง พระยามนตรีพจนกิจได้จัดให้ทหารและพลตำรวจภูธร ๒๐ คนเป็นกองหน้าคอยระวังเหตุยกล่วงหน้าไปก่อน พระมนตรีพจนกิจยกเป็นกองกลาง ส่วนกองเสบียงตามหลัง ครั้นเวลาเช้า ๒ โมง ๔๐ นาที กองหน้าที่ยกล่วงหน้าไปก่อนนั้นไปถึงดอยสองเกียน เป็นลำห้วยช่องแคบระหว่างเขา พบเงี้ยวผู้ร้ายตั้งรับคอยท่าอยู่บนเชิงเขาทั้งสองข้าง มีสล่าโปชัยเงี้ยวเฮดแมนเมืองลองบังคับอังกฤษเป็นหัวหน้า ชำนาญภูมิประเทศดีกว่า ตัดต้นไม้ใหญ่ล้มทับทางขึ้นทางออกเสียด้วย ผู้ร้ายเงี้ยวได้ยิงกองหน้าก่อน พอกองกลางพระยามนตรพจนกิจไปถึงก็ตีฆ้องเป็นสัญาณ กรูลงมาจากภูเขาทั้งสองข้างประมาณ ๒๐๐ คนเศษ เป็นเงี้ยวโดยมากมีคนเมืองและขมุบ้าง ระดมยิงกองทัพลำปางลงมาจากข้างบนอย่างหนาแน่น กองทัพลำปางตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบเพราะอยู่ในลำห้วยช่องแคบเบื้องล่างเหลือกำลังที่จะต้านอยู่ได้ ต้องล่าถอยออกมาไม่เป็นขบวน ต้องสูญเสียทหารไป ๖ คน ตำรวจภูธร ๖ คน ช้าง ๓ เชือก ม้า อาวุธปืน เสบียงอาหารมากมาย และที่สำคัญที่สุดคือลูกปืน ๒ หีบ อันส่งผลให้ลำปางต้องอพยพออกจากเมืองยามวิกาลเพราะไม่มีลูกปืนจะต่อสู้เงี้ยวปล้นเมืองในเวลาต่อมา ยกกำลังกลับลำปางผ่านไปทางเมืองลอง เหตุการณ์ครั้งนี้เงี้ยวประสพชัยชนะอย่างง่ายดาย ได้อาวุธปืนและกระสุนมาเพิ่มเติมมากมาย เพิ่มความเหิมเกริมยิ่งขึ้น จึงเป็นจุดหักเหให้เงี้ยวก่อการกำเริบจากโจรกรรมธรรมดามากลายเป็นก่อการจลาจลแข็งข้อต่ออำนาจปกครองของบ้านเมือง เป็นเรื่องทางการเมืองไป

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2012 เวลา 11:37 น. )