10 นาที เพื่อรู้จัก วิ ชั ย ร า ช า คุ้มโบราณตำนานเมืองแพร่
ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า คุ้มวิชัยราชา เรือนไม้สักสองชั้นหลังงาม ที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่างเรือนมะนิลาและเรือนขนมปังขิงกับล้านนาหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อใด แต่เรือนแบบนี้เป็นที่นิยมกันในหมู่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน และเหล่าขุนนางคหบดี มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ สิ้นสุดลงในสมัย ร. ๗ ช่วงนั้นเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสยามประเทศ เป็นยุคแข่งขันกันล่าอาณานิคมของฝรั่ง เราจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อดำรงคงความเป็นไทไว้ หนึ่งในความพยายามของผู้นำสยามประเทศในยุคนั้น คือการผลักดันให้มีการสร้างบ้านเรือนทันสมัยขึ้น เพื่อให้เห็นว่าเราไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่ต้องเข้ามายึดครองจัดระเบียบกันใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฝรั่งนักล่าอาณานิคม มักใช้เป็นความชอบธรรมในการเขมือบชาติอ่อนแอ จึงเรียกบ้านทรงนี้ว่า ทรงโคโรเนี่ยล
เชื่อว่า คุ้มวิชัยราชา สร้างก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๐ โดยเจ้าหนานขัติ ผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าหลวงเทพวงศ์ ต้นตระกูล แสนศิริพันธุ์ก่อสร้างโดยช่างฝีมือชาวจีนกวางตุ้ง ที่หลบเลี่ยงการสร้างรางรถไฟสายเหนือช่วงกันดารมาอยู่เมืองแพร่ เป็นหัวแรงสำคัญ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๕ ได้เกิดวิกฤตการ เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ เชื่อกันว่าเป็นแผนการผนวกยึดดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และล้านนาของฝรั่ง เงี้ยวบุกยึดเมืองแพร่ ไล่ฆ่าฟันข้าราชบริพารและลูกเมียจากส่วนกลางตายไป ๓๒ คน เหตุการณ์อันเป็นช่วงรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ พระวิชัยราชา ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นคลังจังหวัด ได้สร้างวีรกรรมนำคนไทยจากส่วนกลางหลายคนไปหลบซ่อนอยู่บนเพดานบ้านหลังนี้หลายวัน จนปลอดภัยจากการไล่ฆ่าของเงี้ยวได้ (ดูเงี้ยวปล้นเมืองแพร่)
ก่อนหน้า พระวิชัยราชา เป็นขุนศึก คุมไพร่พล ช้าง ม้า จากเมืองแพร่ไปสมทบกองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีปราบฮ่อ ที่แขวงพัวพันทั้งห้าทั้งหกจนได้รับฉายา ขุนศึกเมืองลาว ทั้งพระวิชัยราชา และภรรยา เป็นผู้มีเกียรติประวัติดีเด่น รับใช้แผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พระบวรพุธศาสนาตลอดมา จนผู้คนเรียกท่าน “พ่อเจ้าพระ และแม่เจ้าคำป้อ” อนึ่ง ถนนวิชัยราชา นั้น กล่าวว่า ร. ๕ เป็นผู้พระราชทานชื่อให้ครั้งเสด็จมา
ต่อมา ในยุคบุตรชายท่าน เจ้าวงศ์ แสนศิริพันธุ์ (๒๔๔๑-๒๕๑๓) ศิษย์เอกของภราดา ฟ. ฮีแลร์ อัสสัมชัญ บางรัก เป็นส.ส.คนแรกของจังหวัดแพร่ ได้ฝากคุณงามความดีไว้ในแผ่นดินมากมาย ที่สำคัญคือ เป็นแกนนำหัวหน้าขบวนการเสรีไทยกอบกู้อิสรภาพของชาติ ในช่วงวิกฤตสงครามโลก (ดูรายละเอียดเสรีไทย) ก่อนหน้า ระหว่างที่ นายปรีดี มาถ่ายทำฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกที่แพร่นั้น ท่านจะพักอยู่ที่ วิชัยราชา ตลอด
จากกิจการชักลากไม้จนร่ำรวยมหาศาล ท่านบริจาครถยนต์ให้วัดพระบาทฯ บริจาคไม้สัก เงินทองเพื่อสร้างวัดสร้างโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ท่านเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเพื่อสร้างคนสร้างชาติ จึงไม่เพียงสนับสนุนให้ลูกหลานได้เรียนขั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้น ท่านยังได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนวนศาสตร์ ที่เรียนดีแต่ขัดสนเป็นจำนวนมาก นักเรียนเหล่านี้เติบโตได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโตหลายคน แต่สำหรับตัวเจ้าวงศ์เองนั้น คงเป็นเพราะความหวาดระแวง และการเมืองจึงทำให้ท่านต้องมีอันเป็นไป สูญสิ้นทุกอย่าง แม้ “ที่ซุกหัวนอน”
หลังครอบครัว แสนศิริพันธุ์ มีอันเป็นไป คุ้มวิชัยราชา เรือนไม้สักโบราณที่เป็นสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ถูกทิ้งร้างปราศจากการดูแลเอาใจใส่ แต่ค่าที่ยังคงความงดงาม มีลวดลายไม้ฉลุที่ดูสวยงามพลิ้วไหวดูอ่อนช้อยไปทั่ว ทั้งที่จั่วบ้าน บังลม ระเบียง ตลอดจนไม้ช่องลมเหนือบานประตูหน้าต่าง ล้วนเป็นศิลปะสวยงามและหายาก สมควรอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นบ้านของบุคคลสำคัญที่เคยร่ำรวยที่สุดของภาคเหนือ ได้มีผู้พยายามเข้า
มาติดต่อขอซื้อเรื่อยมา แต่ทุกครั้งต้องมีปัญหา หรือมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา จนบ้านร้างรกเรื้อปกคลุมไปด้วยวัชพืช ทั่วบริเวณและเลื้อยรกไปทั่วคลุมหลังคาบ้าน เป็นสวรรค์ของทั้งหอยทาก และงูหลากหลายชนิด จนชาวเมือง โดยเฉพาะเด็กและสตรี ไม่กล้าผ่าน แม้ในเวลากลางวัน เล่าลือกันไปทั่วถึงความเฮี้ยนของ “อาถรรพณ์หมายเลข ๘ “อย่างไรก็ตาม ร่วม ๔๐ ปีต่อมา ต้นปี ๒๕๓๕ ถ้าผีมีจริงคงดลบันดาลให้ วีระ สตาร์ เกิดและเติบโตมากับบ้านทรงมะนิลาย่านสีลม ซึ่งที่เคยมีอยู่ดาดดื่น หลงผ่านมาสะดุดกับคุ้มซึ่งอยู่ในสภาพใกล้ล้ม และคงเปิด “ไฟเขียว” ให้เข้าไปบูรณะฟื้นฟู เพราะผีต้องทราบดีถึงจิตใจ และจุดประสงค์ของผู้ซื้อรายนี้ ที่แตกต่างไปจากผู้จะซื้อรายอื่นในอดีต แต่ถึง “ผี” จะ ไฟเขียว ให้แล้ว และต่อมากรมศิลปากรเอง ได้มีหนังสือลงวันที่ ๕ มิ.ย.๒๕๔๕ ยืนยันถึงความสำคัญของคุ้มวิชัยราชาไปยังกระทรวงการคลังว่า “วิชัยราชา เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญโดยอายุ โดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง และโดยหลักฐานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เป็นประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์และโบราณคดี” แต่คุ้มวิชัยราชา และตัวผู้ริเริ่มเองยัง ติดไฟแดง อยู่กับแบงค์
การเมือง กาลเวลาเป็นปัญหา ทำให้ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ และวีรกรรม และตำนานทั้งของ“พ่อเจ้าพระ ”และเจ้าวงศ์ แสนศิริพันธุ์” รวมทั้งความสำคัญอันเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของ “บ้านโบราณ ตำนานเมืองแพร่” อาจถูกลบเลือนมลายหายไปในที่สุดถ้า วีระ สตาร์ ไม่บังเอิญไปพบบ้านหลังนี้เข้า แต่ผ่านไป ๒๐ ปีแล้ว วิชัยราชาในสายตาของผู้บริหารสถาบันการเงิน ทั้งหลาย(ยกเว้น บสก.) ยังคงเป็น หนี้เน่าอยู่ทั้งไม่ได้รับความสนใจจากสังคมไทย (แต่ท่าน อีริค จอน เอกอัครราชทูตสหรัฐ แวะมาเยี่ยมให้กำลังใจ) สะท้อนวิกฤตประวัติศาสตร์ในบ้านเราได้อย่างชัดเจน
ผู้ริเริ่มบุกเบิกโครงการนี้ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูล แสนศิริพันธุ์ ผาทอง วงศ์วรรณ หรือเด็ดขาด ซึ่งมาจากเชื้อสายเดียวกัน แต่ในฐานะเป็นคนไทย เป็นทหารผ่านศึกที่มีจิตสำนึก รักชาติ หวงแหนมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติ และตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ ฐานรากสำคัญของชนในชาติ ก่อให้เกิดจิตสำนึกของ ความเป็นชาติ ความรักชาติ รู้รักสามัคคี รวมทั้งเกิดความปลาบปลื้มซาบซึ้งเมื่อได้รับรู้ถึง วีรกรรม การต่อสู้เสียสละของ บรรพชน ผู้กล้า จนทำให้เรามีวันนี้ได้ จึงพยายามสู้เสียสละเพื่อปกป้องรักษามรดกทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ไว้ไม่ให้มีอันเป็นไป
แม้จักต้องเดิมพันด้วยชีวิต ทรัพย์สินเงินทอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจนหมดตัวก็ตาม

 

ด้วยใจมุ่งมั่นเพื่อชาติและฟ้าดิน
วี ร ะ ส ต า ร์


Getting to know WICHAIRAJA in 12 min.
There was no record when Wichairaja, once a beautiful teak house in Lanna – Colonial ginger bread style constructed. Building of this type was popular among royal family and the rich noble men during the reign of King Rama IV and phased out during World War II. It was the crucial critical period when the Western powers, especially the French and British trying to colonize kingdoms in this area including Thailand. Thai Kings then encouraged his people to build European standard residence just to show our well being just to avoid colonialisation races (outsiders didn’t need to step in to improve our country) Thus, some called this type of house “colonial” style.
The house was built sometimes before 1887 by Phra Wichairaja, a noble man who came from family of Phrea’s rulers. Many skilled carpenters involved in construction of this house were Chinese came with Bangkok– Chiengmai rail way line construction. But the high mountains sector made them quit - believing that mountain was the dragon. Digging the mountain was something like hurting the dragon. So, they came to Phrae, a nearest city where they settled down.
Phra Wichairaja himself was a tough noble man who earlier took men, horses and elephants to help Chaopraya Surasakmontri’s army fighting against the invader Haw, in northern Laos for years. He was serving as Phrae’s treasurer when Shan up raising crisis in 25th July 1902. The Shan marched into the city where they took full control and killed 32 men, women and the children, mostly King Rama V’s officers and their family including Phraya Chaiyaboon - Phrae’s governor. However, with Phra Wichairaja’s courage and faith risking his life by taken a number of King’s officers working with him, enemy’s main target hidden in ceiling of his house to safety. Many people believed that this violance was master mined by European power, a plan to grab kingdom’s northern part which was then rich with teak and other natural resources. After Phrae, the Shan expected to grab Lampang and Chieng Mai as their next targets but with luck and strong resistance from few brave men led by a Danes police officer and Anna Louise’s son, many were killed and defeated in Lampang.
Phra Wichairaja and his wife devoted their lives serving the country, king and Bhudism till the end. Phra Wichairaja was the title given by King Rama V given for his great deeds. He was succeeded by his son, Chao Wongs Seansiribhan (1898 -1970) graduated from Assumption College, Bangkok. At the early stage he was first working with East Asiatic Co, where he learned all the trades of lumber business. Being fluent in English and other languages he later resigned from this company and became the company’s main contractor. With honesty and hard works, Chao Wongse became a successful business man with more than 150 elephants and a number of trucks. He donated car, cash and teak wood to the temples and schools. He realized the importance of educations by encouraged kids for further educations. Every year he set aside a large amount of scholarships fund for poor students in Forestry School.
When Thailand switched to democracy in 1932, Chao Wongs t the age of 32 was elected as Phrae’s first Member of Parliament. During this period he developed a firm relationships with many important political figures such as Prayaphahol, Dr. Pridi Panomyongs, Mr. Thongin Bhumipat, and others. Just a year before Second World War started, Pridi who was then Thailand’s finance minister started an English speaking movie called The White Elephant King. There was a scene that needed hundreds of elephants involved and Chao Wongse fulfilled this requirement with no cost. This important scene was shot at rice paddy field in Pah Deang near Wat Phrathad Chorhair. Dr. Pridi himself came to supervise the shooting and lived in Khum Wichairaja during his stay in Phrae The movie with Chao Wongs in the title as “Elephants Director” was opened in gala premier at the same time in London, Tokyo, New York and Singapore.
But Chao Wongs’s most important roll for Thailand was his sacrifice in Seri Thai or Free Thai League movement during the World War II when Japanese forces entered Thailand. Pridi set up secret meeting with several Northern figures including Chao Wongs for underground operation against Japanese. He planned to cut off northern part declare new government against Japanese forces. Chao Wongs was unofficial Phrae’s Seri Thai leader with 500 secret members. A room in his house became weapons and ammunition storage. Both the supplies of arms and forces of Thai and American key men were mostly drops at Wiengta 30 km. away from town. They deployed along Lampang and Phrae areas, infiltrated behind enemy lines gathered intelligence for Ally’s bombing targets. With Chao Wongs’s excellent English, there was no communication gap with American action team stationed in Phrae.
Chao Wongs had risking his life, ignored the Japanese forces spread across Phrae and Northern provinces visiting the team in a secret base deep in the jungle regularly. With him he brought along breads, butter, meats and other necessity for the team.
With assistance from Allied forces, especially American, Seri Thai achieved their goals. Their actions and sincerity shown to allied had saved Thailand from heavy war penalty and occupy by Allied forces after the war ended. However, due to political conflicts a number of Seri Thai’s cadres were jailed and even murdered. Even Dr. Pridi the head of group himself had to leave the kingdom for exile in Paris. Though Chao Wongs himself was no longer involved with politics but being a Seri Thai and solid relationship with Pridi – he started to have problems. The government then started to sanction his business and once or twice he had to refuge to Wiengta , once a Seri Thai’s secret hang out and drop zone for his own safety when many former Seri Thai key members were kidnapped and murdered. His life and his career facing real trouble, finally he lost everything including his birth place, Wichairaja which the exile department seized it. From the riches man in the Northern part he became a poor man - his life had changed completely. He moved to Pah Deang, 12 km. away from town and led a simple quite life in a tiny house. Some said that it would be good for him if he was killed liked Lieng Chaiyakarn, Tieng Sirkhan, Dr. Thong-in Bhumipat or many others Seri Thai members closed to Dr. Pridi.
After Chao Wongs’s family gone, the house was left unattended. But due to beautiful architect and craftsmanship and teak wood floors, walls and roof many people shown interest to buy the house but marred by unbelievable problems. Later it became a haunted house left unattended in the middle of the city for several decades .
When Weera Star, born and raised in Silom - where many of ginger bread house situated came across Wichairaja in early 1992. Then Wichairaja was in a real bad shaped, leaning to one side ready to collapse any time and covered with thick plants and trees. It was then a haunted house and a paradise of snakes and wild creatures. Weera spent more than five years to brought Wichairaja back to former shape - strong enough for final touch. With heart fills with history and conservation, he sacrificed everything including his 20 years, best period of his life for Wichairaja Project. A project that keeps the past for the future of Phrae and Thailand was partly financed by a bank using his own properties and Wichairaja as collateral. However, the bank with no interest of history and conservation seized all his properties and Wichairaja for public auction when the project facing problems. However, a war veteran who believes in the importance of history and conservation of national heritage decided to keep on fighting - sacrifice his last stage fighting for Wichairaja though it cost him problem and financial crisis.
With political turmoil, society crisis, time and no real interest in history makes Wichairaja and the great deeds that Phra Wichairaja and Chao Wongs done for Thailand not long ago forgotten. Though, the ghost of this house who seemed understand Weera, given a green light allowed him to step in Wichairaja 20 years ago but he still struggling fighting with both Thai society and bankers who only interest in cash and materials - ignored the importance of history. The Fine Arts Department issued a letter dated 5th June 2002 confirmed the status of Wichairaja to Finance Ministry as following: “from our investigation we found that Wichairaja is a heritage house, importance for her age, archaeology, character of its construction and history back grounds - useful for arts, history and archaeology studies”. Later, both Phrae’s Culture Office and Governor reconfirmed to Thaksin that Wichairaja is an important national heritage; every one should give support to Weera who has intention to give away this house to Thailand. His Excellency American Ambassador who appreciated what Weera has done and visited Wichairaja on 24th October 2009. However his visit didn’t wake any one in this country. They still ignore and leave them to a lonely fight with no sign of victory.
Tomorrow Weera and his family will be homeless, as Krung Thai, a state owned bank has sent his only house to public auction. The house is also served as a War Vet office with a tiny hall of fame in memorial of Unknown Warriors fought in a secret war during Indo-China conflicts. It costs 5,000 lives of Thai volunteers to save Thailand from Communist Colony. But looks like every one including Army forgotten. However, actions and pressures from this office saved Thailand from many serious crisis, including Rajprasong turmoil last May.
Sir Winston Churchill mentioned that a country with no interest in history shall go no where. Thailand allowed a heritage conservation project to face hardship and struggling for the past 20 years. And even ignored the ultimate sacrifice of war vet clearly reflects what Churchill stated. There is no solid deep ground root - no future for people with no history. The crisis in both politics and society going on for several decades leads Thailand to no where.

vs/11210 1st Dec. 2010

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 03 สิงหาคม 2011 เวลา 14:54 น. )