ภาพกิจกรรมกิ๋นสลากบ้านวังฟ่อนปี ๒๕๕๖ มีวันหนึ่งพระมหาวัฒนา ธัมมานุสารี เล่าตำนานสลากภัตให้ผมฟังดังนี้ มีลูกชายคนหนึ่ง อายุที่จะแต่งงานแล้ว แม่แกจะหาเมียมาหื้อ แกบอกว่า บ่แต่งงาน จะดูแลแม่ดีกว่าถ้ามีเมียแล้ว เดียวลำบาก ความฮักที่มีหื้อแม่ก็จะหายไปจนแม่คะยั้นคะยอ ลูกชายบอกว่า ถ้าจะหื้อผมแต่งงาน ผมมีญิงที่ฮักแล้วผมจะเลือกคนเดียว แม่ก็ยอม ลูกชายก็ไปหาเมียมา แต่งงานกันปรากฎว่า เมียเป็นหมัน แม่ก็บอกว่า หันก่อแม่บอกแล้วน่าจะหื้อแม่เลือกเองแม่จึงบอกลูกชายว่า แม่จะไปหาเมียมาแหมคนหื้อเพราะวงศ์ตระกูลที่บ่มีลูก ชื่อว่าสืบทอดบ่ได้ทรัพย์สมบัติก็จะตกเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าบ่มีคนสืบทอด แต่เมีย ของเขาได้ยินจึง รับอาสาว่าข้าเจ้าจะไปขอ เมียน้อยมาหื้อเองเจ้า ผัว และแม่เฒ่าก็ยอม เมียก็ไป หาญิงงามมาบอกกับเขาว่า ข้าเจ้าเป็นหมันบ่สามารถมีลูกได้กลัวทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลจะล่มหายไป จึงมาขอเธอมาเป็นเมียน้อยตอนแรก นางนั้นบ่ยอมเมียหลวงนี่ก็เลยอู้เกลี้ยกล่อมว่ากลั๋วหยัง ถ้าเกิดลูกชายมาแล้ว ทรัพย์สมบัติก็จะตกเป็นของสูเป็นของลูกสู อันนี้ เมียหลวงนี่ไปด้วยความฮักในตอนแรก พอเมียน้อย มาอยู่แต๊ๆ ก็เกิดความอิจฉาผัวได้ของใหม่ลืมของเก่ากลัวว่า เมียน้อยเกิดบุตรแล้ว เมียหลวงจะกลายเป็นหมาหัวเน่าเลย บอกเมียน้อยว่าถ้าฮู้ข่าวว่า ตั้งท้องหื้อบอกกำเน้อเมื่อเมียน้อย แพ้ท้อง ก็มาบอกเมียหลวงเมียหลวง ก็เอายาแท้งหือกินนางกินแล้วก็แท้ง ครั้งที่สองก็เป็นอย่างอี้แล้วเมียน้อยก็ไปเล่าหื้อ เพื่อนๆฟังนางเพื่อนๆก็บอกว่า มึงง่าวแต๊วา บ่ฮู้ก๊ะว่า เมียหลวงเอายาแท้งใส่ถ้าท้องแหมกำนี้ ห้ามบอกหาหนาพอเมียน้อยแท้งได้แหมกำ ก็บ่บอกทีนี้เมียหลวง มาหันแหมกำ ตอนนางท้องได้ เจ็ดแปดเดือนแล้วท้องใหญ่แล้วจึงด่าว่ายะหยังบ่บอกว่าท้อง เมียน้อย อดปากบ่ได้ จึงอู้ว่ากะมึงฆ่าลูกกูตายมาสองคนแล้ว ทีนี้กูบอก กูคงง่าวถ้าเมียน้อยบ่อู้อี้คงบ่มีหยัง เมียหลวงยั๊วะ หาช่องโอกาส นำยาแท้งมาใส่ข้าวต้มแล้วหื้อเมียน้อยกิน ปรากฎว่าเมียน้อย แท้งและตาย ในขณะนั้นก่อนตายก็สาปว่า“มึงยะลูกกูตายสามคนและบัดนี้มึงมาฆ่ากูแหมกูขอจองเวรของกรรมมึงไปทุกภพทุกชาติขอหื้อกูได้ฆ่ามึงและลูกของมึง”เมียน้อย ตายแล้ว ก็ไปเกิดในท้อง แมว แล้วก็เกิดมาเมียหลวง นี่พอเมียน้อยตายผัวฮู้ข่าวเลยซ้อมเมียหลวงซ้อมจ๋นตาย

เมียหลวง มาเกิดเป็น ไก่ พอแม่ไก่ ออกไข่แมวก็มากินถึงสองครั้งครั้งที่สาม ก็โดนแมวกินทั้งแม่ทั้งไข่ “แม่ไก่ก็สาปแข่งแหมว่า มึงมาฆ่าลูกของกู ถึงสามครั้งและบัดนี้มึงมาฆ่ากูแหมกูขอจองล้างจองผลาญมึงไปทุกภพทุกชาติ” แม่ไก่ ต๋ายไปเกิดเป็น เสือเหลือง (เมียหลวง) แมว ต๋ายไปเกิดเป็น กวาง (เมียน้อย) พอแม่กวาง เกิดลูกมา เสือเหลืองก็มากินฆ่าลูกถึงสามครั้งและครั้งที่สาม “แม่กวางก็โดนฆ่าแม่กวาง ก็สาปแช่งว่าขอหื้อกูได้กิ๋นมึงมึงฆ่าลูกกูสามคนกูขอจองล้างของผลาญมึงไปทุกภพทุกชาติ” แม่กวาง ตายไปเกิดเป็น ยักษ์ยักขิณี (เมียน้อย) เสือ ตายไปเกิดเป็น กุลธิดา (เมียหลวง)

แล้วก็ได้ผัวคนเก่าคือ คนแต่สามชาติก่อนหน้านั้น เมื่อ แม่หญิงนี่เกิดลูกก็จะมียักษิณีมากิน บางที แปลงร่างเป็นเพื่อนสาวมาทำทีอุ้มลูกแล้วก็เหาะไปเฉยพอครั้งที่สาม นางจะคลอดลูกเลยพาผัวไปคลอดที่บ้านแม่ คือเปลี่ยนสถานที่คลอดและวันนั้น นางยักษิณี เป็นวาระหาบน้ำหื้อ ท้าวเวสุสวรรณ ซึ่งเป็น ราชาของยักษ์ ท้าวจาตุมมหาราชิกา หนึ่งในสี่ นางยักษิณี ต้องหาบน้ำบางที ยักษ์ก็ตายเพราะหาบน้ำก็มีนักไปแล้วทีนี้ ยักษิณี ก็มาช้าและโกรธวิ่งมาด้วยกำลังแห่ง เวรที่ผูกไว้ วิ่งวันเดียวถึงบ้านเกิดของญิงนั้นอยู่เมืองสาวัตถีพอดี นางเกิดลูกแล้วจะพามาบ้านผัวกำลังลงไปอาบน้ำที่สระหื้อเมียกับลูกอาบก่อนแล้วผัวอาบทีหลัง นางนั้นหันยักษิณีวิ่งมาไกลๆ จำได้จึงบอกผัวว่ายักษิณีมา ผัวก็วิงขึ้นมาบ่ทัน นางนั้นจึงวิ่งเข้าไปวัดเชตะวัน

ขณะนั้นพระพุทธเจ้า กำลังแสดงธรรม อยู่ในวัดเชตะวัน นางนี่วิ่งเข้ามา กรี๊ด กร๊าด พระพุทธองค์ก็ทรงหยุดการแสดงพระธรรมเทศนาลงแล้ว ตรัสว่า น้องหญิง เดินเข้ามานี่ นาง รีบวิ่งเข้ามา นำลูกมาวางไว้บนหลังพระบาทของพระพุทธเจ้า ว่า ข้าเจ้าขอถวายลูกแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ละอ่อนนอนอยู่บนหลังพระบาท พระบรมศาสดายักษิณีวิ่งเข้ามาวิ่งมาถึง ประตูวัด เข้าบ่ได้ เพราะมีเทพบุตร เฝ้าซุ้มวัดไว้(หรือเสื้อวัดเสื้อวา) พระพุทธเจ้า ตรัสบอกพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอไปเชิญ นางยักษิณี เข้ามา พระอานนท์ ไปเชิญนางยักษ์เข้ามา นางกุลธิดานี่ ร้องไห้ กลัว ไปหลบหลังพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าหลัวเลย น้องหญิง นางยักษิณี จักไม่ทำอันตรายแก่เธอ และแก่บุตรของเธอพอนางยักษ์ เข้ามาแล้ว มากราบพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเธอทั้งสอง ไม่เข้ามาสู่สำนักแห่งเรา ตถาคต ผู้เป็นสัมมาสัมพุทธเป็นบรมครูแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเธอทั้งสอง ก็จักฆ่าเข่นกัน บ่ฮู้จักจบจักสิ้น

แล้วพระพุทธองค์ ก็ตรัสว่า น หิ เวเรน เวรานิ  สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ  อเวเรน จ สมฺมนฺติ  เอส ธมฺโม สนนฺตโน แปลว่า แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรไม่มีระงับด้วยการจองเวร มีแต่ระงับด้วยการไม่จองเวร  นี้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว

หลังจากตรัสเสร็จพระพุทธองค์ก็ตรัสบอกนางกุลธิดาว่าหื้อยกลูกชายหื้อนางยักษิณีอุ้มตอนแรกนางไม่ยอมแต่พระพุทธเจ้าทรงรับประกันหื้อนางมอบลูกหื้อยักษิณี นางยักษ์ อุ้มมาแล้ว ร้องไห้ ลูบเด็ก จูบเด็ก สำนึกในเวรที่กระทำต่อกันมา และเป็นสหายต่อกันทั้งสองฟังธรรมบทนี้แล้วได้เป็นโสดาบันขึ้นชื่อว่า พระโสดาบัน จะไม่ละเมิดศีลห้าเลยแม้กระทั้งจะสิ้นชีวิต นางยักษิณีจึง ไห้ แล้วกราบทูลว่าข้าพระองค์จะทำอย่างไรดี เพราะปกติข้าพระพุทธเจ้าก็ จับสัตว์มากิน แล้วข้าพระพุทธเจ้าจะเอาอะไรมากิน พระพุทธเจ้า ก็ทรงทอดพระเนตรไปทาง นางกุลธิดา นางกุลธิดา ตอนนี้ได้เป็นเพื่อนกับนางยักษิณีแล้ว ก็พาไปอยู่บ้าน ตอนแรก หื้อไปอยู่ ที่ชายคา ฝนก็มาตกใส่ ไปอยู่ที่ทิ้งขยะ มันก็เหม็น หมามาคุ้ย หื้อไปอยู่ที่ ครก ก็เสียดัง เขาตำครกมอง มองตำข้าว หื้อไปอยู่ใต้ถุนบ้าน หมาก็ซ้ำมา ซ่ำเห็บอยู่บ่ได้ นางกุลธิดาเลย ไปสร้างศาลเพียงตา ไว้ที่หลังบ้าน และเอาข้าวต้มไปหื้อ ต้มข้าว และผลไม้ไปหื้อ นางยักษิณี สำนึกในบุญคุณของกุลธิดา เมื่อฤดูทำนา นางยักษิณีฮู้ว่า ปีนี้น้ำดี หรือน้ำน้อย ถ้าปีไหนน้ำนัก นางยักษ์ก็บอกกุลธิดาว่า หื้อไปยะนาดอน ถ้าปีไหนน้ำน้อย ก็บอกว่าหื้อไปยะนาลุ่ม หรือนาติดหนอง นางกุลธิดา ได้ผลกล้าเป็นอย่างมาก ชาวบ้านแปลกใจว่าจะใด ถึงทำนาถูกแต๊ถูกว่า คนอื่นล้มหาย แต่นางบ่เป็นหยัง ไปถาม และทราบความจริง เมื่อทั้งหมู่บ้านได้ผลข้าวกล้าที่ดี จึง นำข้าวต้ม และผลไม้มาหื้อนางยักษ์ ทีนี้อาหารมันนักขนาด นางยักษิณี จึงบอกว่า หื้อนำอาหารเหล่านี้ไปถวายพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน อ้าว ถวายจะใด ก็หื้อเขียนชื่อไผมัน ติดไม้ แล้วหื้อพระสงฆ์จับเสี่ยงเอา ว่าจะได้ของอุบาสกอุบาสิกา คนใดเมื่อถวายแล้ว ก็เป็นแบบแผน สืบต่อกันมา มีศัพท์มาคู่กัน คือ ตนฺติ ปเวณิ

แปลว่า แบบแผน และเชื้อสาย ตนฺติ แปลว่า แบบแผน ปเวณิ แปลว่าเชื้อสาย คนไทยนำมาใช้ว่า ประเพณี และมีอีกมาก บ่ใช่แต่พระพุทธเจ้าของเฮาพระองค์เดียว พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า ก็มีแม้กระทั้ง ต่อจากนี้ไป พระศรีอริยเมตเตยยพุทธเจ้าก็มีมันคือสังฆทาน จริงๆ แต่ตอนนี้ ที่เพี้ยนไปคือ มีอบายมุขมาสูญถ้ามีอบายมุขมาสูญ นี่ คือหมดสภาพกันเอาน้ำขุ่นมาอาบน้ำ อาบน้ำด้วยน้ำขุ่น สะอาดอยู่แต่ว่ามัน ขุ่นๆ มันห้าวๆ ถ้ามีอบายมุขมาสูญงานบุญนี่คือ สุญฺญํ แปลว่า สูญญ์ แปลว่า เปล่า ว่าง คือหมายถึง มีอยู่ แต่มีอยู่แบบว่างๆ

ขอบคุณ พระมหาวัฒนา ธัมมานุสารี ที่ให้ความรู้เรื่องตำนานสลากภัต

แก้ไขล่าสุด ( วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2013 เวลา 18:39 น. )