ตำนานหลักภายในเมืองลองมีอยู่ ๒ ฉบับ คือ ตำนานพระธาตุแหลมลี่ และตำนานพระธาตุศรีดอนคำ ซึ่งมีการนำตำนานทั้งสองฉบับมาจารรวมกันในใบลานหรือเขียนลงพับสาด้วยอักษรธรรมล้านนา ใช้ชื่อต่างกันออกไปเช่น ตำนานเมืองลอง ตำนานพระธาตุห้าหลังในเมืองลอง ตำนานมหาธาตุขวยปู ตำนานธาตุสี่หลัง ตำนานแหลมลี่ ร่องอ้อ และตำนานเสลธาตุ เป็นต้น แม้ว่าชื่อตำนานที่ปรากฏเหล่านี้แตกต่างกันแต่เนื้อความที่จารนั้นเหมือนกันทุกฉบับ มีต่างกันบ้างเนื่องจากการคัดลอกตกหล่นหรือเพิ่มเติมเข้าไป ตำนานฉบับแรก คือ ตำนานพระธาตุแหลมลี่ แต่งขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒

โดยพระมหาพุทธคุณเถระ วัดพระธาตุแหลมลี่ กล่าวประวัติร่วมกันของพระธาตุแหลมลี่ พระธาตุขวยปู พระธาตุปูตั้บ และพระธาตุไฮสร้อย มีลักษณะเป็นตำนานที่เน้นอิทธิปาฏิหาริย์ ส่วนตำนานฉบับที่สอง คือ ตำนานพระธาตุศรีดอนคำ สันนิษฐานว่าผู้แต่ง คือ ครูบามหาเถรเจ้าสุทธนะ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีดอนคำ(ก่อนหน้านั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดนาหลวง) ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลักษณะของตำนานกล่าวเริ่มด้วยปีศักราชเป็นตอนๆ และปีศักราชที่ระบุในตำนานฉบับที่สองเมื่อเทียบเคียงกับตำนานอื่น เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานพื้นเมืองน่าน และตำนานพื้นเชียงแสน มีความคลาดเคลื่อนกันเพียงเล็กน้อย ถือได้ว่าตำนานฉบับนี้น่าเชื่อถือมากกว่าตำนานพระธาตุแหลมลี่ ช่วยเติมเต็มให้เข้าใจบริบทเหตุการณ์ของเมืองลองชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในช่วงพม่าปกครอง

ตำนานพระธาตุของเมืองลองที่นำมาสอบทานในครั้งนี้ ได้คัดเลือกที่ยังไม่ปริวรรต ๙ ฉบับ และปริวรรตแล้ว ๓ ฉบับ คือ ฉบับวัดนาตุ้ม ฉบับวัดพระธาตุไฮสร้อย ฉบับวัดนาหลวง ฉบับวัดเชียงมั่น ฉบับวัดเจดีย์หลวง ฉบับวัดเหมืองหม้อ ฉบับวัดดอนแก้ว ฉบับวัดป่าเปอะ ฉบับวัดหลักปัน ตำนานพระธาตุวัดศรีดอนคำและประวัติเมืองลอง ตำนานพระธาตุแหลมลี่ และตำนานพระธาตุแหลมลี่ ตำนานที่สอบทานแล้วทั้ง ๑๒ ฉบับต่อไปเมื่อใช้อ้างอิงผู้เขียนจะเรียกว่า “ตำนานเมืองลอง ฉบับตรวจสอบ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐” ในส่วนของการปริวรรตนั้นผู้เขียนได้ปริวรรตตามรูปอักษรเดิมของล้านนา แต่ทำการปรับบางคำเพื่อให้สะดวกต่อการอ่านของผู้สนใจทั่วไป เช่น “ค็” ปรับเป็น “ก็” “คู” ปรับเป็น “กู” “ไพ” ปรับเป็น “ไป” “เลิก็” ปรับเป็น “เลิ๊ก” “อยืน” ปรับเป็น “ยืน” หรือ “เอย็น” ปรับเป็น “เย็น” เป็นต้น ส่วนการแปลภาษาบาลีนั้นผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณพระราชปัญญาโมลี(จำรัส ทตฺตสิริ) วัดพระธาตุหริภุญชัย เจ้าคณะจังหวัดลำพูน พระมหาเอกชัย อุปฺปวฑฺฒโน พระมหาพร้อมพงษ์ คอินฺโน และอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย พร้อมกันนี้ผู้เขียนได้จัดพิมพ์ตำนานเมืองลองเป็นอักษรธรรมล้านนาประกอบไว้ด้วย ต้นฉบับเป็นของวัดต้นแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้เขียนได้พิมพ์คงไว้ตามต้นฉบับเดิมทุกประการ

(ตำนานพระธาตุแหลมลี่ ขวยปู ปูตั้บ และไฮสร้อย)

นโมตสฺสตฺถุ : นมามิ สุคตํนาถํ ธมฺมญฺจโลกทิปกํ สยฺจวรปุญฺญเขนฺตํ วนฺทิตฺวา รตฺตนตยํหนฺตฺวา อุปรํคณฺถวกฺขามิ ปุรทิปกํ วจสํปุญฺญวิภาคฺคํ พุทฺธานํสุตฺตเทสิตํ กาตพฺพํสุกฺขมิเสยฺยํ มหาถุวญฺจเยนราอปฺโป นมติวิธ สมฺปติลเภยฺยํ ทีฒามายุกนฺติ (ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสุคตเจ้าผู้เป็นที่พึ่ง และพระธรรมอันเป็นที่พึ่งของชาวโลก และข้าพเจ้าขอกราบไหว้ซึ่งพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัยแล้วจักกล่าวถึงซึ่งคัมภีร์ชั้นสูง อันชนทั้งหลายพึงทำ ซึ่งส่วนแห่งบุญที่ตรัสแสดงไว้ก่อน อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายแสดงไว้ดีแล้ว คนทั้งหลายเหล่าใดผู้ยังมีกิเลสหนาอยู่พึงปรารถนาซึ่งความสุข ชนทั้งหลายเหล่านั้นพึงได้ซึ่งความสุข ซึ่งสมบัติสามประการ ชื่อแม้ไฉน(แม้น้อยนิด)คือมีอายุยืนยาว เอื้อเฟื้อ) อหํ อันว่าข้า มหาพุทฺธคุณเถโร นามตนชื่อว่ามหาพุทธคุณเถระนี้ นมามิ ข้าก็ไหว้ด้วยครพ นาถํ ยังพระพุทธเจ้าตนเปนที่เพิ่งแก่โลกทัง ๓ สุคตํ อันมีที่ไปแลดีนัก คือว่านิพพานนั้นแลจักบ่เท่าแต่ข้าไหว้พระเจ้าสิ่งเดียวแล นมามิ ข้าก็ไหว้ ธมฺมํ ยังพระนวโลกุตตรธัมม์เจ้า ๙ ประการ สิบกับทังพระปริยัตติธัมม์นั้นโสด อันเปนไม้ไต้ส่องหื้อหันหนทางเมืองฟ้าแลนิพพาน แก่ฅนแล เทวดาทังหลาย แลจักมักว่า นเกวรเม อภิวนฺทิพุทธธมฺม อทิเรนวนฺทิตฺวา บ่เท่าแต่ข้าไหว้พระพุทธเจ้า พระธัมม์เจ้าสิ่งเดียวแล นมามิ ข้าก็ไหว้ สงฺฆ ยังพระอริยะสังฆเจ้า ๘ จำพวก วรปุญฺญเขตฺตํ เปนนาบุญอันประเสิฐนั้น วนฺทิตฺวา ข้าค็ไหว้แล้วรตฺตนตยํ ยังชุ่มนุมแห่งแก้วทัง ๓ หนฺตฺวาจ อันได้กำจัดเสียแล้ว อุปทวํ ยังอุบาทว์ครบทังมวล อหํ อันว่าข้า

วกฺขามิ จักกล่าวบัดนี้ คถํ ยังตำนาน ปุรทิปกํ อันชื่อว่าดอนลี่เหลี้ยม นิวาสํ อันเปนที่มายั้งอยู่ ปุญฺญวภาคฺวํ อันเปนที่มากะทำบุญหื้อสุขแก่ฅนแลเทวดาทังหลาย พุทฺธานํ แห่งพระพุทธเจ้าทังหลาย สุตฺตเทสิตฺตํ เปนที่มาเทสนาธัมม์อันชื่อว่า สารัมมจิตตสูตต์ แห่งพระพุทธเจ้าทังหลาย อันเกิดมาในกัปนี้ชู่ตนแล เยนรา อันว่าฅนทังหลาย ชาวเจ้าสมณะพราหมณ์ทังหลายฝูงใด สกฺขมิเสยฺยํ อันปรารถนาหาสุขยิ่งนักคือนิพพานดั่งอั้น กาตพฺพํ มักว่า กตฺตพฺพา เพิงรักชักชวนกันไปส้างแปลง ตํทิปกํ ยังดอนลี่เหลี้ยมที่นั้น มหาธุปญฺจ หื้อเปนวัดมหาเจดีย์กวมธาตุพระเจ้าไว้หื้อบัวระมวลดั่งอั้น อปฺปภวภวนาม แม่นชื่อดั่งรือก็ดี ริกฺขิเตนรา อันว่าชาวเจ้าแลฅนทังหลายฝูงนั้นอันส้างแปลงไว้หื้อเปนที่ไหว้แลที่ปูชาแก่ฅนแลเทวดาทังหลายดั่งอั้น ลเภยฺยุงฺ ก็เพิงได้เสวย ติวิธมฺมสปฺปตฺตึ ยังสัปปัตติสุข ๓ ประการ ทีฆามายุกํ จักเปนที่มีสุขอายุหมั้นยืนยาวได้ร้อยซาวปีบ่เปนพยาธิสักอัน คันว่าเสี้ยงอายุก็จักได้เอาตนไปเกิดในเมืองฟ้าแท้จิง แก่ปุคละผู้ได้มาส้างแปลที่ธาตุพระเจ้าแลวิหาร สาลา กำแพง แลปฏิบัติกวาดเผี้ยว ไหว้นบครพยำทำบุญให้ทานในที่นี้แล ด้วยมีแท้แล

(กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองลอง)

ในเมื่อพระพุทธเจ้าแห่งเราเปนพระแล้วได้ ๖๔ วสา วันนั้นพระเจ้าก็จระเดินเทสไปในทิสานุทิสสะทังหลาย ด้วยล่ำดับประเทสบ้านใหญ่เมืองน้อยกับอรหันตเจ้าทังหลายได้ ๔ ร้อย ๙ ตน เปนต้นว่าเจ้าเรวัตตเถร วันนั้นพระพุทธเจ้าก็สระเด็จขึ้นมาแต่เมืองอาไลยราโมนั้น ลุกแต่จอมเขาเจตขตขึ้นมาสังคหะพระญาลัมพกัณณราชในชนบทอันชื่อว่าเทพปุระนิคมนี้แล ทีนั้นพระพุทธเจ้าก็หื้อคำสอนแก่พระญาแล้วพระพุทธเจ้าจิ่งเจียรจากับด้วยเจ้าเรวัตตเถรว่า ดูกราเรวัตติในเมื่ออนาคตกาลมีหั้น อันว่าสัณฐานที่นี้เสลธาตุแห่งกูพระตถาคตจักมาตั้งอยู่เมื่อตถาคตนิพพานแล้วมีหั้นชะแล พระพุทธเจ้าทำนวายที่นั้นแล้ว พระเจ้าขึ้นมาอยู่เหนือดอยพูทับฉันหมากม่วงหอม แล้วพระพุทธเจ้ากับอรหันตาทังหลายจิ่งรอดเถิงดอนลี่เหลี้ยมวันนั้นแล เมื่อนั้นยังมีพระญาตน ๑ ชื่อว่าสถัมพาเปนใหญ่แก่ชาวเววาทะภาสิตทังหลาย คือว่าเปนใหญ่แก่ชาวเมืองลองที่นี้แล พระญาตนนั้นกะทำไร่ฝ้ายในดอนลี่เหลี้ยม ทีนั้นมันก็หันพระเจ้านั่งอยู่ดอนในที่นั้นกับอรหันตาเจ้าทังหลายหั้นแล พระญาก็ยินดีมากนัก พระญาจิ่งเอาถั่วงาเต้าแตงมาหื้อทานแก่อรหันตาเจ้าทังหลาย มีพระพุทธเจ้าเปนประธานแล้วพระญาก็ลวดฟังธัมม์จำสีลเสี้ยง ๗ วัน ในวันถ้วน ๘ นั้น พระพุทธเจ้าฉันเข้าแล้วอยู่หน้อย ๑ พระพุทธเจ้าจิ่งกะทำกิจจะอันแย้มใคร่หัวหั้นแล

เมื่อนั้น เจ้าเรวัตตเถรจิ่งถามอันแย้มใคร่หัวแห่งพระพุทธเจ้านั้นว่าดั่งนี้ ภนฺเต ภควา ข้าแห่งพระพุทธเจ้าจักเปนเหตุอันใดด้วยอันแย้มใคร่หัวแห่งพระพุทธเจ้านั้นชา ขอพระพุทธเจ้าจุ่งบอกเหตุอันนั้นแก่ผู้ข้าแด่เทอะ เมื่อนั้น พระพุทธเจ้ากล่าวดูราเรวัตตเถรเกาะอันนี้ประเสิฐนัก มีน้ำแวดไปด้วยเหมือนดั่งอโนมาตัตตะสระนั้น ดอนอันนี้จักเปนมหานครมีหั้นชะแล ดอนนั้นยาวได้ ๗๐๐ วา ลวงกว้างได้ ๕๐๐ วา จักเตมไปด้วยเรือนฅนทังหลายได้ ๒ พัน ๕ ร้อยหลังเรือนมีหั้นชะแล ฅนทังหลายจักมาอยู่ที่นี้มากกว่าหมื่นมีเมื่อหน้านี้มีหั้นชะแล ส่วนเทวดาแลอรหันตาทังหลายกับทังท้าวพระญาก็จักเอาเสลธาตุแห่งกูตถาคตเมื่อนิพพานไปแล้วได้ ๒ ร้อยปีมาตั้งไว้ในที่นี้มีหั้นชะแล ที่นี้เปนที่อันอุดมยิ่งนัก เปนที่พระพุทธเจ้าทังหลายมาเทสนาธัมม์อันชื่อว่าสารัมมจิตตสูตต์แห่งพระพุทธเจ้าชู่ตนชะแล สูท่านทังหลายจุ่งไหว้นบกราบไหว้ที่นี้ชู่ตนชะแล เมื่อพระพุทธเจ้ากกุสันธะก็ดี เมื่อพระโกนาคมนะก็ดี เมื่อพระเจ้ากัสสปะก็ดี เมื่อพระเจ้าอริยเมตไตยเจ้าตนจักมาพายหน้าก็ดี ก็จักมาเทสนาธัมม์อันชื่อว่าสารัมมจิตตสูตต์ในที่นี้ชู่ตนแล เมื่อนั้นชะแล พระพุทธเจ้าทำนวายที่นี้แล้ว จิ่งเทสนาธัมม์อันชื่อว่าสารัมมจิตตสูตต์ตามปาเวณีแห่งพระพุทธเจ้าทังหลายเมื่อก่อนในที่นี้เสี้ยง ๗ วันแล้ว เมื่อนั้นเทวดาทังหลาย พระญาอินทา พระญาพรหม นาค ครุฑ ลุกแต่หมื่นโลกธาตุมาชุมนุมกันฟังธัมม์ในที่นี้มีชะแล

(เจ้ามโนฤาษี ดอยตากฟ้า ถวายดอกไม้แด่พระพุทธเจ้า)

เมื่อนั้นเจ้ามโนรสีอยู่ในดอยตากฟ้า วันตกเมืองเววาทะภาสิต ไทว่าเมืองลองนั้น มาฟังธัมม์แห่งพระพุทธเจ้า มีดอกทายเหิน ๑๒ ดอกมาปูชาพระพุทธเจ้า แลพระพุทธเจ้าจิ่งกล่าวว่าท่านรสีตนนี้จักได้มาบวชเปนภิกขุภาวะตน ๑ ชื่อว่า จุฬเทวเถระ ในเมื่อสาสนาพ้นไปได้ ๒ พัน ๙ ร้อยสิบ ๙ ปีมีหั้นชะแล เมื่อนั้น ยังมีพระญาตน ๑ ชื่อว่า สถัมพหุลี เกิดมาจักได้เปนใหญ่ในเมืองอันนี้ชื่อว่า มิเนยโย มีหั้นชะแลพระญาตนนั้นกับเจ้าภิกขุ ๒ ตน ตน ๑ ชื่อว่าจิตตกโล ตน ๑ ชื่อว่าเทวเถระ จักเอากันมาส้างที่นี้ หื้อเปนเมืองมหาธาตุเจ้าเจดีย์ฅำสูงได้ ๒๕ วามีหั้นชะแล พระพุทธเจ้าก็เทสนาธัมม์อันชื่อว่า สารัมมจิตตสูตต์ก็มีแล ในเมื่อแล้วธัมมเทสนาแห่งพระพุทธเจ้า อันว่าฅนแลเทวดาทังหลายก็ได้เถิงธัมมวิเสส คือว่าได้เถิงมัคคผละมากนักก็มีแล พระพุทธเจ้าสำแดงธาตุถานะที่นี้แล้ว พระเจ้ากับอรหันตาเจ้าทังหลายก็ฅืนเมือสูเมืองสาวัตถีวันนั้นแล ต่อเท้าพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพานในเมืองกุสินารายวันนั้นแล เทสญฺจาริตกณํฑํปถมํ

(พญาศรีธรรมาโศกราชเสด็จมาเมืองลอง)

ในเมื่อพระพุทธเจ้าเรานิพพานไพแล้ว ๒๒๐ ปี วันนั้นยังมีพระญาตน ๑ ชื่อว่าสรีธัมมโสกราชกับพระญาเมืองน้อยทังหลายเปนปริวาร กับทังอรหันตาเจ้าทังหลาย ๔ ร้อยปลายตน ๑ กับทังเทวดาทังหลาย จิ่งจักเอาเสลกะธาตุพระเจ้า ๓ พระองค์ องค์ ๑ อยู่กระหม่อมพระเจ้า ๒ องค์นั้นอยู่จอมบ่าทัง ๒ แห่งพระพุทธเจ้า มีสนสัณฐานเหมือนดั่งหินหัวปลาช่อนนั้น ธาตุแลลูกใหญ่เท่าหมากบ้านั้นหนัก ๔๐ น้ำ เอามาประจุไว้ในเมืองเววาทะภาสิต คือว่าเมืองลองนี้แล ในเมืองลองมี ๓ แห่ง แห่ง ๑ ชื่อว่าเทวนิคม ไทว่าดอยขวยปูแช่ฟ้านั้นแล แห่ง ๑ ชื่อว่าปัพพัตตรัฏฐะ ไทว่าดอยพูทับ มีฝากน้ำยมเบื้องวันออกบ้านอัมพคามไทว่าบ้านม่วงนั้นแล แห่ง ๑ ชื่อว่าปุรทิปักกะ คือว่าดอนลี่เหลี้ยมลี่นั้นแล ๓ แห่งนี้เปนที่ไว้ธาตุพระเจ้าแลลูกแลลูกทังมวลมี ๓ พระองค์แล เสลธาตุนี้มีวัณณะขาวผ่องบัวริสุทธิ์งามนัก พอแยงเงาหันเหมือนดั่งแว่น บ่อั้นเหมือนดั่งเปลวไฟนั้น ในพระญามัลละกับชาวเมืองทังหลายส่งสการพระเจ้านิพพานแล้ววันนั้น อันว่าธาตุ ๓ องค์นี้หากแตกสระเด็จออกมาจากจอมบ่าทัง ๒ แลกระหม่อมแห่งพระเจ้านั้น อุปมาเปนดั่งรือ คือเปนดั่งเกลือฅว่างทอดไฟนั้นแล อันว่าชาติเกลือนี้ คันว่าฅนทังหลายเอามาทอดไฟนั้น ก็เทียรย่อมมีปกติอันสระเด็จออกจากกองไฟนั้นมีด้วยประการฉันใด เตโช ธาตุพระพุทธเจ้าหากลุกไหม้ยามใดดั่งอั้น เสลธาตุ ๓ พระองค์นี้ค็สระเด็จออกจากยามนั้น ก็ด้วยประการดั่งอั้นแล ธาตุ ๓ พระองค์นี้ องค์ ๑ อยู่กระหม่อมพระเจ้า องค์ ๑ อยู่จอมบ่าซ้าย องค์ ๑ อยู่จอมบ่ากล้ำขวาแห่งพระเจ้ามีสนสัณฐานดั่งหัวปลาช่อนนั้นแล เสลธาตุนี้คันว่าเอามาทอดน้ำก็จมลง คันอธิฏฐานจิ่งฟูขึ้นมา เปนดั่งเอาหน่วยหมากทอดตกน้ำนั้นแล

เมื่อพระญาสรีธัมมาโสกราชะกับอรหันตาเจ้าทังหลาย มาประจุธาตุพระเจ้าไว้วันนั้นแล พระญาก็หื้อตั้งทัพอยู่ทัง ๓ แห่งดอยขวยปูนั้นพระญาก็หื้อหล่อฅำเปนรูปนรยนต์ ยอมือเบื้อง ๑ ตุ้มกระอูบแก้วใส่ธาตุพระเจ้าไว้ มือ ๑ ถือดาบผัดอยู่ยังบ่ยั้งสักยามแล แล้วพระญาจิ่งอธิฏฐานว่าดังนี้ส่องหน้าอรหันตาเจ้าทังหลาย เมื่อจักไว้ธาตุพระเจ้าในที่นั้น ก็สั่งนรยนต์ว่าดั่งนี้ เมื่อใดดอนลี่เหลี้ยมรุ่งเรืองดีเปนมหาธาตุเจ้าเจดีย์ฅำดั่งอั้น ท่านจุ่งเอาธาตุพระเจ้าไปรอมกันไว้ที่เดียวนั้นหื้อเปนถาวระหมั้นคุงต่อเท้าชุมนุมธาตุเสี้ยงสาสนามีหั้นเทอะ พระญาอทิฏฐานไว้ธาตุหั้นแล้ว พระญาจิ่งขึ้นมาอยู่ดอยพูทับหั้นแล้ว พระญาก็หื้อเอาฅำมาชั่งหนักเท่าฅิงพระญามีซาว ๘ ชั่ง หื้อหล่อฅำนั้นหื้อเปนรูปพระเจ้า ๒๘ ตน แล้วพระญาอโสกราชาจิ่งหื้อเอารูปพระเจ้า ๒๘ นั้น ตั้งไว้เหนือแท่นแก้วไว้ในถ้ำพูทับที่นั้น แล้วจิ่งหื้อเอาคระอูบแก้วอันนั้นใส่ธาตุพระเจ้าไว้ในถ้ำที่นั้น แล้วพระญาก็หื้อเอาเงินเรี่ยรายไว้ตางซายถมพื้นตีนแท่นพระเจ้า ๒๘ ในถ้ำคูหา อันมีในท้องดอยที่นั้นมากนัก แล้วพระญาก็เอาหินแลผามาถมปะตูถ้ำนักหนา แล้วพระญาก็อทิฏฐานว่าดั่งนี้ เมื่อใดว่าธาตุพระเจ้าในดอนลี่เหลี้ยมที่นั้นรุ่งเรืองเปนมหาเจดีย์ฅำแล้ว ธาตุพระเจ้าในที่นี้จุ่งไปอยู่ที่เดียวนั้นเทอะ พระญาก็อทิฏฐานว่าฉันนี้ในที่นั้นหั้นแล้ว พระญาสรีธัมมโสกราชกับอรหันตาเจ้าทังหลายได้ ๕ ร้อยปลายตน ๑ จิ่งขึ้นมาตั้งทัพอยู่ในดอนลี่เหลี้ยมที่นั้น ประจุธาตุพระเจ้าเล่าแลในถ้ำที่นั้น

(ข้าวของที่อยู่ภายใต้พระธาตุแหลมลี่)

ในถ้ำคูหาที่ไว้ธาตุพระเจ้านั้นมีสนสัณฐานเปนดั่งเวียงนั้น มีปะตู ๔ ด้าน ลวงกว้างร้อยวา ลวงยาว ๒ ร้อยวา ลวงสูง ๒๑ วา หาเปลวขึ้นมาปล่องถ้ำรอดกลางดอนหั้นแล ในถ้ำคูหาที่นั้นมีหินก้อน ๑ ลวงกว้างได้ ๕๐ วา ลวงยาว ๑๐๐ วา มีสนสัณฐานเปนดั่งรูปสะเพาหงายไว้อยู่ท่ำกลางถ้ำหั้นแล พระญาก็หื้อหล่อเงิน ๑๘ โกฏเปนรูปช้างเอราวัณสูงได้ ๑๘ สอก ยืนอยู่เหนือท้องสะเพาหั้นแล้ว พระญาก็หื้อหล่อฅำเปนไถล ๔ ลูก น้ำหนักแลแสนฅำรองตีนช้างทัง ๔ ที่นั้นแล้ว พระญาก็หื้อเอาคระอูบแก้วผะหลิกอันใส่ธาตุพระเจ้านั้น ตั้งไว้ในปราสาทเวไชยยนต์ ๗ ร้อยชั้นตั้งเหนือหลังช้างเอราวัณนั้นไว้ในถ้ำคูหาหั้นแล หื้ออว่ายหน้าช้างไพหนวันออกหั้นแล พระญาสรีธัมมโสกราชก็หื้อหล่อฅำเปนรูปพระญาวิรุฬหกะถือจักรวุธอยู่รักสาปะตูถ้ำกล้ำใต้ แลพระญาก็หื้อหล่อฅำเปนรูปพระญาวิรูปักขะถือธนูสิลป์อยู่รักสาปะตูถ้ำหนวันตก แลพระญาก็หื้อหล่อฅำเปนรูปพระญาเวสสุวัณณ์ กำฅ้อนเหล็กอยู่เฝ้าปะตูถ้ำหนเหนือ แลพระญาก็หื้อหล่อฅำเปนรูปพระญาธตรถะถือสรีกัญไชยอยู่รักสาปะตูถ้ำหนวันออก แลพระญาสรีธัมมโสกราชหล่อฅำเปนรูปท้าวจตุโลกปาลาทัง ๔ ตน แลมีน้ำหนักได้ ๒ แสน ๔ หมื่นฅำชู่ตนแล ลวงสูงได้ ๑๐ สอกทุกตนหั้นแล แต่ผิวดินลงเถิงที่ไว้ธาตุพระเจ้านั้น เพียงพื้นแม่น้ำยมแลพระญาจิ่งหื้อถมด้วยหินมาต่อเท้าเพียงผิวดินแล้ว จิ่งเอาไม้งัวเคี้ยวต้น ๑ มาปลูกไว้เหนือเปลวถ้ำพายบนทัดที่ไว้ธาตุพระเจ้าซื่อยอดปราสาทรูปช้างเอราวัณทัดนั้นแล แต่เปลวถ้ำลงเถิงหินก้อนรูปสะเพาหงายไว้นั้นเลิ๊กได้ ๕๒ วา ไม้งัวเคี้ยวนั้นไทว่าไม้มื่นแล ไม้ต้นนั้นเทวดารักสาใบมักบ่หื้อหล่นหลาย อายุไม้ต้นนั้นมีอายุได้ ๔ พันปีจิ่งตายแล หากดูยังหนุ่มอยู่ดั่งอั้นแล ที่แท้อายุได้ ๒ พันปลายปี ๑ แล้วแล

(มเหสิกขาผู้เฝ้าวัดพระธาตุแหลมลี่)

ในเกาะที่นั้น เทวบุตต์ตนเปนมเหสิกขาอยู่เฝ้าธาตุพระเจ้าที่นั้นได้ ๕๐๐ ตน เทวบุตต์ตน ๑ ชื่อว่าสุมังคโลอยู่ในต้นไม้มื่น ตน ๑ ชื่อว่าภูมมราธิโป อยู่ต้นไม้มิคคเภสัชชะ ไทว่าไม้ค้องยายิงเนื้อนั้นแล เทวบุตต์ ๒ ตนนี้เปนใหญ่แฅวนมีอิทธิริทธีกล้ากว่าชู่ตนแล อันว่าปะตูถ้ำที่พระญาอโสกราชกับอรหันตาเจ้าทังหลายเอาธาตุพระเจ้ามาประจุไว้นั้น หนวันออกช้วยใต้ไกลแต่ไม้ยายิงเนื้อนั้นประหมาณเช่นเอิ้นเรียกก็ได้ยิน แล้วท้าวพระญาทังหลายมีพระญาสรีธัมมโสกราชะเปนประธานมาตั้งทัพอยูในที่นั้นได้ ๗ เดือน แล้วจิ่งจักฝังไหเงินไหฅำไว้ที่นั้นได้พันปลาย ๒ ร้อยขุม กับทังแหวนทำรงค์ได้ ๘ พัน ๘ ร้อยดวง แลพระญาเมืองน้อยทังหลายก็ฝังไหเงินไหฅำไว้ร้อยปลายไห ๑ ขุดแวดที่ไว้ธาตุพระเจ้าที่นั้นรอดทุกเบื้องทุกพาย แลท้าวพระญาทังหลายมีพระญาสรีธัมมโสกราชเปนประธาน จิ่งเอากันอยาดน้ำว่าดั่งนี้ เข้าของเงินฅำแก้วแหวนทังหลายมวลอันตูข้าทังหลายมาเรี่ยรายฝังไว้ในเกาะอันนี้ เพื่อจักหื้อเปนประไจยค้ำชูมหาธาตุเจ้าในที่นี้ ต่อเท้าเสี้ยงสาสนาพระมหาธาตุเจ้าที่นี้แล เข้าของฝูงนี้ฅนฝูงบาปหนาหาสีลหาบุญบ่ได้ขออย่าหื้อเอาไปได้ แม่น้ำยมก็อย่ามาเบียนพัดฝั่งเกาะดอนพระมหาธาตุเจ้าหื้อไหเงินไหฅำตูข้าทังหลายหลุพังไปเสียแด่ บอกกล่าวแก่เทวดาทังหลาย พระญานาคอยู่รักสาในที่นี้ สูเจ้าทังหลายเยียะตาดูหูฟัง ดาเอากันพิพักรักสามหาธาตุเจ้าไว้ตวงดีเทอะ แม่นว่าสัตต์ร้ายฅนร้ายบาปหนาจักมากะทำอนาธรหิงสาราวีดั่งอั้น สูท่านทังหลายจุ่งกะทำตามโทสแห่งเขาฝูงควรตายก็จุ่งหื้อตาย ฝูงควรหื้อเปนอันตรายก็จุ่งหื้อเปนอันตรายตายตามโทสเขาเทอะ ปุคละผู้ใดมีสัทธาแลยินดีด้วยธาตุพระเจ้า จักมักใคร่หันใคร่ไหว้ด้วยใจใสสัทธา อยั่งเชื่อแท้ดั่งอั้นสูท่านทังหลายเยียะสำแดงหื้อหันธาตุพระเจ้าเทอะ บ่อั้นอย่าว่าจักสำแดงเมื่อฅนใจบาป ยามกาละบ่ควรหื้อหันเทวดาเจ้าทังหลายจุ่งหุมหี่ไว้ยังธาตุพระเจ้าแลเข้าของทังมวลอย่าได้หื้อหันเทอะ ชื่อว่านานเท่าใดก็ดีแม่นว่าได้ร้อยปีก็ดีเทอะ ส่วนท้าวพระญาทังหลายอยาดน้ำสั่งมเหสิกขาด้วยประการฉันนี้วันนั้นแล ท้าวพระญาทังหลายมีพระญาอโสกราชเปนประธานก็ไหว้นบครพยำแยงสักกระปูชาแก่พระมหาธาตุเจ้า แล้วก็เอากันเมือหาบ้านหาเมืองแห่งตนวันนั้นแล

ภูเดช แสนสา

ดอกตาเหิน (มหาหงส์) (ที่มา : ภูเดช แสนสา, ๒๕๔๘)

พระธาตุขวยปู (ที่มา : ภูเดช แสนสา, ๒๕๕๐)

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 10 กรกฏาคม 2013 เวลา 17:17 น. )