อีกวีกรรมของบรรพชนคนเมืองแพร่ผู้มีคุณูปการกับสยามประเทศ ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ที่มาของขุนศึกผู้กล้าแห่งเมืองลาวระหว่างไปปราบฮ่อ ข้อมูลได้มาจาก หนังสือประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๒ ไร้พระวิชัยราชาก็จะไม่มีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี นอกจากจะทราบกันดีว่าพระวิชัยราชาเคยมีวีรกรรมสยบวิกฤติเงี้ยวปล้นเมืองแพร่แล้ว ยังมีผู้อาวุโสคนดังเมืองแพร่ท่านหนึ่งขนานนามรียกเพระวิชัยราชาว่าเป็นขุนศึกแห่งเมืองลาว แต่ชื่อนี้ได้มาอย่างไรไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าระหว่างท่านนำช้างม้าไพร่พลจากเมืองแพร่ไปช่วย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีปราบฮ่อที่แขวงพัวพันทั้งห้าทั้งหก นั้น ท่านได้สร้างวีรกรรมใดไว้ อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าตามล่าหาความจริงอยู่นานปี จึงค้นพบหลักฐานอันเป็นวีรกรรมท่านจากหนังสือประวัติจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเล่ม ๒ ได้บันทึกวีรกรรมหัวหน้ากองช้างจากแพร่ น่าน ลำปาง ไว้แม้แม้จะสั้น ๆ ไม่กี่หน้า แต่นี่คือหลักฐานสำคัญสามารถต่อยอดถึงที่มาของขุนศึกแห่งเมืองลาวได้สำเร็จ จึงขอนำเหตุการณ์ช่วงนี้ มาประมวลไว้ให้พี่น้องแพร่ได้ภาคภูมิใจในวีรกรรมบรรพชนคนแพร่ผู้กล้า ผู้มีส่วนร่วมช่วยกู้วิกฤตสยามประเทศไว้หลายครั้ง จนทำให้สยามอยู่ยั้งยืนยงมาได้ตราบวันนี้ คงไม่เกินเลยนักถ้าจะกล่าวว่าหากปราศจากความกล้าหาญของพระวิชัยราชา และพลพรรคกองช้างจากล้านนาแล้ว วันนี้คงไม่มีโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีที่มีนักเรียนหลายพันคนใน กทม. หรือค่ายสุรศักดิ์มนตรีที่จังหวัดลำปาง ฯลฯ

สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นช่วงที่สยามประเทศต้องประสบปัญหาวิกฤตจากภัยคุกคามต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นภัยจากนอกประเทศ จากการล่าอาณานิคมของฝรั่งทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เราต้องสูญเสียดินแดนส่วนที่เป็นลาว เขมรทั้งหมด บางส่วนของมาเลเซีย พม่าและเวียดนามซึ่งเคยอยู่ในอาณัติของไทยให้ฝรั่งมากมาย ดินแดนส่วนที่เสียไปทั้งหมดมีเนื้อที่กว่า ๗๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือมากกว่าพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันเสียอีก นอกจากภัยคุกคามจากฝรั่งนักล่าอาณานิคมทั้งสองแล้ว ช่วงนั้นเรายังถูกพวกฮ่อที่แตกกระเซ็นมาจากจีนเข้ามารุกรานภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทย เสด็จพ่อ ร. ๕ ได้ส่งทัพหลวงไปปราบฮ่อหลายครั้ง ส่วนที่เป็นตำนานของพระวิชัยราชานี้ เกิดขึ้นครั้งปราบฮ่อครั้งที่ ๓ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๘ -๒๔๒๙ ทัพสยามได้แยกออกเป็นสองทัพใหญ่ ทัพหนึ่งมีกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเคลื่อนสู่ลาวทางภาคอีสาน ส่วนอีกทัพมีเจ้าหมื่นไวยวรนารถซึ่งต่อมาได้เลื่อนยศเป็นจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเคลื่อนขึ้นไปทางภาคเหนือสู่อาณาจักรล้านช้างผ่านพิชัยสู่หลวงพระบาง การศึกครั้งนี้ยืดเยื้ออยู่นานกว่าจะสงบราบคาบลงได้

ฮ่อเป็นใครมาจากไหน? หลายคนเรียกพวกนี้ว่า จีนฮ่อเพราะมาจากเมืองจีน ความขัดแย้งทางการเมืองและการแก่งแย่งชิงอำนาจทำให้พวกฮ่อซึ่งเป็นฝ่ายปราชัยต้องระเห็จหออกมาและแตกแยกออกเป็นก๊กธงสีต่าง ๆ ทั้งธงดำ ธงแดง ธงเหลืองกระจัดกระจายรุกลงมาสู่ภาคใต้ของจีน จากพม่า ราชอาณาจักรสยาม จนถึงเวียดนาม ฟังชื่อแล้วหลายคนคงคิดว่าพวกนี้ไร้น้ำยา แต่การศึกสงครามไทยรบกับพม่าครั้งโบราณกาล นั้น ส่วนใหญ่ไทยจะตกเป็นฝ่ายปราชัย แต่พวกฮ่อสามารถรบเอาชนะพม่าได้จนกษัตริย์พม่าต้องยกพระธิดาให้ผู้นำฮ่อเพื่อผูกมิตรไมตรี สยามประเทศเอง ต้องระดมกำลังจากหัวเมืองต่าง ๆ ทั้งภาคเหนืออีสานสู้รบเยื้อนานปี แต่ด้วยความสามารถของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีแม่ทัพผู้นำยุทธวิธีการรบสมัยใหม่ นำลูกแตกหรือระเบิด กับระเบิด และปืนใหญ่สนามของอาร์มสตรองขึ้นติดตั้งยิงบนหลังช้าง จึงทำให้สามารถเอาชนะศึกครั้งนี้ได้ หลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวีรกรรมเจ้าหนานขัติ หรือพระวิชัยราชาและเหล่ากองช้างเริ่มจากหน้า ๕๓๕ พรรณนาถึงความยากลำบากของกำลังพลซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เมืองซ่อน ด้วยขณะนั้น (เดือน ๘ พ.ศ. ๒๔๒๙) เป็นหน้าฝนทหารส่วนใหญ่ในกองทัพทั้งที่มาจากส่วนกลางและหัวเมืองป่วยตายไปด้วยไข้มาลาเรียกันเป็นจำนวนมากเพราะขาดแคลนยาควินิน สถานการช่วงนั้นวิกฤตคับขันยิ่งนัก เหลือคนดีที่ไม่เจ็บป่วยเพียง ๑๑ คนรวมทั้งแม่ทัพและหมอเทียนฮี้! แม่ทัพได้ออกเดินสำรวจกำลังพลแล้วต้องเศร้าใจ ทหารทั้งหมดล้วนอยู่ในสภาพล้มป่วยเพียบน่าเวทนา แม่ทัพเองไม่ได้ยินเสียงแตรมากว่า ๒๐ วันแล้ว เพราะพลแตรซึ่งมีอยู่กองละ ๔ นายและที่กองกลางอีกจำนวนหนึ่งเจ็บป่วยล้มตายไปสิ้น ท่านจึงได้สั่งให้นำฆ้องโหม่งไปแขวนไว้ที่ป้อม และที่จุดยามทุกแห่งใช้ตีตรวจยามแทนแตร ต่อมาพลทหารที่ตรวจยามตีฆ้องก็ไม่เหลือ ป่วยกันหมด จึงต้องให้นายทหารเดินเที่ยวตีฆ้องรอบ ๆ ค่ายอยู่เสมอ

พวกฮ่อและแนวร่วมข่า ซึ่งตระหนักดีถึงความเจ็บป่วยของกำลังพลในกองทัพได้สมทบกำลังเข้ามาเพื่อจะตีค่ายแม่ทัพใหญ่ให้ราบคาบ ข้าศึกเหล่านี้ฮึกเหิมมั่นใจในชัยชนะยิ่งถึงกับประกาศว่า “จะนำ พลายน่าน ช้างตัวที่มีงาใหญ่ของแม่ทัพตัดเอางวงนำมาหลามกินให้สบายใจ” แม่ทัพจึงได้จัดคนในกองช้างและกองโคต่างให้รักษารอบค่าย และให้คาเด็ตที่ยังไม่ป่วยจัดการวางกับระเบิดไว้ตามทางที่ฮ่อจะยกเข้ามาทั้งหมด และจัดให้เจ้าก่ำบุตรเจ้าอุปราชผู้คุมกำลังเมืองหลวงพระบางมากับกองทัพ ยกกำลังชุดนี้ไปสกัดพวกฮ่อไว้ที่ห้วยห้อม แต่ทหารชุดเจ้าก่ำ ไม่สามารถหยุดยั้งพวกฮ่อได้ ทำได้เพียงแต่ยิงโต้ตอบไปมาจนกระสุนหมด

ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ แม่ทัพได้ตัดสินใจเรียกเหล่าหัวหน้าควาญช้างเมืองแพร่ ลำปาง และน่านพร้อมพวกโคต่างมาชี้แจงเพื่อขอแบ่งคนให้ไปช่วยเจ้าก่ำตีโต้พวกฮ่อ พวกกองช้างและโคต่างมีความยินดีเต็มใจรับอาสาไปสู้รบกับอริราชศัตรู แม่ทัพจึงเอาเครื่องแบบทหารที่ป่วยตายไปแล้วให้พวกนี้แต่งเป็นทหารพร้อมให้นายร้อยโทแจ คุมปืนใหญ่อาร์มสตรองพร้อมทหารกำกับปืนไปด้วย ๓ นาย นำปืนใหญ่บรรจุบนหลังช้างชื่อพลายน่านที่ฮ่อประกาศจะนำงวงไปหลามกิน รวมกำลังพลได้ ๒๐๐ คนเศษ และมีคำสั่งว่าถ้าแม้ยกไปถึงแล้วก็ให้เอาปืนใหญ่ระดมยิงทำลายค่ายของมันให้จงได้ และระดมไพร่พลเข้ายึดค่ายจับตัวอ้ายพวกข่าเจืองและฮ่อมาให้ได้ เมื่อทัพนายร้อยโทแจและเหล่ากองช้างยกออกไปแล้ว แม่ทัพนายกองในค่ายได้เตรียมพร้อมแต่งเครื่องแบบสนามกันทุกคนไม่เว้นคนป่วยไข้ทุกนายก็เตรียมบรรจุปืนเฝ้าระวังทั้งยามแจ้งและกลางคืน

รุ่งขึ้น ณ วันอาทิตย์เดือน ๘ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีจอจุลศักราช ๑๒๔๘ พ.ศ. ๒๔๒๙ กองทัพที่ยกไปได้ระดมยิงปืนใหญ่ภูเขายี่ห้ออาร์มสตรองเข้าใส่ กระสุนระเบิดแตกเข้าไปในค่ายข้าศึก ๓ นัด ระเบิดถูกข้าศึกล้มตายลงและกระสุนที่ยิงนัดต่อ ๆ ไปนั้น ได้เลยค่ายไปถูกภูเขาด้านหลังระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ข้าศึกตกใจกลัวเพราะเข้าใจว่ามีกองทัพยกมาตีกระหนาบโอบหลังอีก ต่างพากันถอดใจมิคิดสู้ ทหารและกองช้างโคต่างพร้อมกันหักพังค่ายเข้าไปไล่ฆ่าข้าศึกล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จับเป็นเชลยศึกได้อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งตัวหัวหน้า ทั้งฮ่อและข่า และยังมีเชลยชายหญิงที่ข้าศึกกักขังไว้ในค่ายอีก ๓๖ คน พร้อมยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้อีกจำนวนมาก

อนึ่งทหารลาวที่ไปด้วยนั้น มีความแค้นพวกฮ่อและข่ายิ่งนัก จึงได้ตัดใบหูข้าศึกข้างหนึ่งที่เสียชีวิตใส่ชะลอมมาฝากแม่ทัพได้ถึง ๖๐ คน แม่ทัพได้สั่งให้ตัดหัวพวกหัวหน้าที่จับมาได้ เสียบประจานไว้กลางทุ่งนาเมืองซ่อน ส่วนเชลยของข้าศึกทั้ง ๓๖ คน แม่ทัพสั่งปล่อยคืนกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม ทั้งหมด นับแต่นั้นมาการที่อ้ายข่ามีความกำเริบเป็นเจืองก็สงบราบคาบ........

บันทึกเล่มนี้ กล่าวถึงวีรกรรมของเหล่าหัวหน้าควาญช้างจากล้านนาไว้เพียงน้อยนิด แต่ก็เพียงพอที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงกล่าวขวัญถึงขุนศึกผู้กล้าแห่งเมืองลาวได้ชัดเจน ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ จะเขียนถึงวีรกรรมของบุคคลสำคัญเท่านั้น ไม่ลงลึกไปในรายละเอียดและวีรกรรมของผู้น้อย ทั้งที่วีรกรรมของเขาเหล่านี้เสมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ ช่วยทำให้เครื่องจักรทั้งมวลขับเคลื่อนต่อไปได้ไม่ติดขัด ช่วงนั้นผิดพลาดนิดเดียวอะไรก็เป็น เกิดได้ทั้งนั้น วีรกรรมของพระวิชัยราชา ในส่วนหัวหน้ากองช้างแต่งชุดทหารออกไปตีค่ายฮ่อที่กำลังฮึกเหิมจะยกเข้าตีเมืองซ่อนที่แม่ทัพตั้งมั่นอยู่ให้แตกก็ดี การยอมเสี่ยงนำคนของเสด็จพ่อ ร.๕

จำนวนหนึ่งซ่อนไว้บนเพดานคุ้มวิชัยราชาจนพ้นเงื้อมมือเงี้ยวไปได้ก็ดี รวมทั้งการชักชวน นำเจ้าหลวงเมืองแพร่ซึ่งช่วงนั้นกำลังสับสน ให้ออกไปต้อนรับ และก็พากันชักม้านำพานพุ่มออกไปอัญเชิญทัพหลวงซึ่งบังเอิญมีแม่ทัพเป็นเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีผู้คุ้นเคยครั้งปราบฮ่อก็ดี ล้วนเป็นวีรกรรมที่ควรเทิดทูนสดุดียิ่ง โดยเฉพาะการเชื้อเชิญนำทัพหลวงและทัพจากหัวเมืองต่าง ๆ ที่รอนแรมเดินทางมาออรอบุกเข้าปราบกบฏในเมือง พาเข้าสู่เมืองแพร่ได้ราบรื่นปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อหรือความสูญเสียให้กับเมืองแพร่ ทำให้วิกฤตนี้ไม่บานปลาย แผนชั่วร้ายของฝรั่งนักล่าอาณานิคมต้องพังพินาศไป อย่างไรก็ตามวิกฤตฮ่อครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้ใช้เป็นโอกาส เขมือบดินแดนเราไปได้ส่วนหนึ่ง พร้อมเรียกร้องค่าปรับจำนวนมาก จากกรณีของพระยอดเมืองขวาง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหนานขัติเองได้รับความดีความชอบทรงโปรดเกล้าให้เป็นพระวิชัยราชา หลังสร้างวีรกรรมครั้งปราบฮ่อ หรือก่อนเงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่ถึง ๑๖ ปี มิใช่เป็นความดีความชอบได้มาหลังวิกฤตเงี้ยว ๒๔๔๕ ตามที่นักวิการแพร่เข้าใจกัน เล่ากันว่า เจ้าหลวงนับถือยกย่องพระวิชัยราชาเรียกท่านว่า พี่หนานขัติ ทุกคำ และเมื่อยามวิกฤติคับขันหรือติดขัดเรื่องราวใดก็จะปรึกษาหารือกับท่านเสมอ ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ว่า เมื่อเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ใหม่ ๆ นั้นเจ้าหลวงสับสน ทำอะไรไม่ถูก ได้หลบมาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งทางใต้ เมื่อมองจากแผนที่เมืองแพร่แล้ว ใต้ของคุ้มเจ้าหลวงก็คือ คุ้มวิชัยราชา นั่นเอง

หมายเหตุก่อนจบ ถ้าจะย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์แล้ว แผนการเขมือบสยามประเทศของฝรั่งนักล่าอาณานิคมนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีฯ แต่เริ่มรุนแรงในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ และเข้มข้นมากขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามแย่งชิงผนวกดินแดนไทยไปเป็นของตนเองอยู่ตลอดเวลา การล่าดินแดนของชาติอื่นเป็นของตนเองนั้น ฝรั่งเศสจะกระทำอย่างมูมมามยิ่งกว่าชาติอื่น ๆ จะเห็นได้จากรายงานของฝรั่งเศสตัวแสบชื่อ ดานีเยร์และพวกที่ได้เข้าสำรวจภูมิประเทศแถบอินโดจีนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ หรือประมาณ ๑๔๕ ปีมาแล้ว ได้รายงานหน่วยเหนือโดยเปรียบเทียบว่าดินแดนแถบนี้มีลักษณะอุดมสมบูรณ์คล้ายดังฝ่ามือ ซึ่งมีนิ้วทั้ง ๕ ได้แก่แม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำอิระวดี และแม่น้ำแดง (ในเวียดนาม) ทั้งสรุปความเห็นว่าดินแดนเหล่านี้ ควรต้องตกอยู่ในอำนาจของฝรั่งเศส มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงทางรัฐประศาสโนบายทีเดียว

เหตุการณ์วิกฤตเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ เป็นรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เป็นการก่อการร้ายเบ็ดเสร็จ วางแผนล่วงหน้าอยู่นานปีมีชาติมหาอำนาจหนุนหลัง ก้าวพลาดผิดไปนิดเดียวอาจทำให้เราต้องสูญเสียดินแดนทั้งอีสาน ล้านนา และภาคใต้ให้ทั้งฝรั่งตัวแสบ โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งตอนนั้นได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่โขงไปแล้วจะผนวกดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของภาคอีสานจนหมดสิ้น โดยอ้างด้าน ๆ ว่า เมื่อตนได้ลาวไปแล้วก็ต้องได้อีสานซึ่งมีประชากรเป็นคนลาวไว้ด้วย (โดยไม่สนใจว่าลาว-ไทยเป็นเผ่าเดียวกัน) ส่วนอังกฤษซึ่งช่วงนั้นได้กอบโกยไม้สักจากพม่าไปจนเหลืออยู่ไม่มากนัก ก็หมายตาจ้องเล็งมาที่ไม้สักของไทยซึ่งอุดมสมบูรณ์มีอยู่ทั่วทั้งที่ดินแดนล้านนาเรื่อยลงมาจนถึงอุทัยธานี

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเกมตามแผนการของจักรวรรดินิยมแล้ว ดินแดนอาณาจักรสยามประเทศจะเหลืออยู่พียงน้อยนิดจนแทบไม่เหลือเป็นประเทศรัฐอีกต่อไป แผนที่เฉือนแบ่งเค๊กเฉือนแบ่งดินแดนสยามรัฐพบในเวลาต่อมานั้นเห็นแล้วขนหัวลุก เพราะถ้าแผนเงี้ยวปล้นเมืองแพร่และป่วนภาคเหนือสำเร็จตามเป้าหมาย ประเทศไทยวันนี้จะเหลืออยู่แค่กรุงเทพฯ และรอบ ๆ เท่านั้น ทิศเหนือและอีสานสุดหยุดอยู่แค่ลพบุรี สระบุรี ส่วนภาคใต้สุดสะดุดหยุดอยู่แค่เพชรบุรี เพราะอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นได้แหลมมลายูไปแล้ว จะเขมือบยึดดินแดนเราขึ้นมาถึงประจวบฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เราได้ขุดคอคอดกระซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์มหาศาลของตนทั้งที่สิงคโปร์ ปีนัง สิ้นไป!

เรื่องคอคอดกระนี้ พวกฝรั่งก็ยังไม่ลดเลิกที่จะขัดขวางไม่ให้ไทยขุดเชื่อมทะเลสองฝั่ง จะเห็นได้ว่า ช่วงกรณีย์พิพาทอินโดจีน ก่อนไทยจะเปิดศึกรบฝรั่งเศสเพื่อทวงความขอบธรรมนำแผ่นดินไทยที่ถูกฝรั่งเศสปล้นไปคืนมานั้น รัฐบาลทหารจอมพล ป. ซึ่งมีความสัมพันธ์ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดได้สั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศนี้มากมายจนกำลังรบทั้งสามเหล่าทัพเข้มแข็ง ช่วงนี้เองที่เราสั่งต่อเรือดำน้ำขนาดเล็ก ระวางขับน้ำ ๔00 ตัน จากอู่ต่อเรือของ มิตซูบิชิ จำนวน ๔ ลำ ทำให้ฝรั่งเศสหยิบยกข้อนี้มายุแหย่อังกฤษว่าสยามประเทศกำลังสมคบกับญี่ปุ่น ทำการขุดคอคอดกระจึงขอให้อังกฤษสนับสนุนให้ช่วยตนรบกับไทยเพื่อขัดขวางโครงการนี้ แต่โชคดีที่ช่วงนั้นทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างติดศึกหนักสู้รบติดพันอยู่กับกองทัพอันเกรียงไกรของ ฮิตเลอร์ในยุโรป แม้ฝรั่งเศสเองยังถูกเยอรมันยาตราทัพบุกเข้าบดขยี้ถึงกรุงปารีส

เรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ข่วงนี้ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ภูมิปัญญายาโบราณของเหล่ากองช้าง จะเห็นได้ว่าขณะที่กำลังพลจากส่วนกลางป่วยและล้มตายด้วยไข้ป่าจนเหลือกำลังเพียงน้อยนิดนั้น กองช้างทุกคนยังมีสุขภาพดีไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ของดีใช้ป้องกันตนเองของกองช้างคงไม่ใช่ยาควินิน แต่เป็นสมุนไพรที่สามารถหยิบหาได้ในป่า น่าเสียดายหากหมอเทียนฮี้ได้ใส่ใจศึกษานำมาต่อยอดใช้กันก็คงป้องกันกำลังพลให้พ้นภัยได้ แต่ด้วยความเป็นหมอสมัยใหม่จึงไม่สนใจเรื่องสมุนไพรและยาแผนโบราณซึ่งเป็นภูมิปัญญาบรรพชนไทยมาแต่โบราณกาล

วีรกรรมบรรพชนคนเมืองแพร่ผู้มีคุณูปการกับสยามประเทศที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน นอกจากจะทราบกันดีว่าพระวิชัยราชา เคยมีวีรกรรมสยบวิกฤติเงี้ยวปล้นเมืองแพร่แล้ว ยังมีผู้ขนานนามท่านว่า เป็นขุนศึกแห่งเมืองลาว แต่ชื่อนี้ได้มาอย่างไรไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าระหว่างท่านนำช้างม้าไพร่พลจากเมืองแพร่ไปช่วยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีปราบฮ่อที่แขวงพัวพันทั้งห้าทั้งหกนั้นนั้น ท่านได้สร้างวีรกรรมใดไว้ อย่างไรก็ตาม จากการค้นคว้าตามล่าหาความจริงอยู่นานปี จึงค้นพบหลักฐานอันเป็นวีรกรรมท่านจากหนังสือประวัติจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเล่ม ๒ ที่บันทึกวีรกรรมหัวหน้ากองช้างจากแพร่ น่าน ลำปาง ไว้แม้จะสั้น ๆ แต่ก็เป็นหลักฐานสำคัญอันเป็นที่มาของ “ขุนศึกผู้กล้าแห่งเมืองลาว”

สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นช่วงที่สยามประเทศเผชิญปัญหาวิกฤตมากมาย โดยเฉพาะจากภัยคุกคามจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เราสูญเสียดินแดนให้กับฝรั่งไปรวมเนื้อที่กว่า ๗๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรหรือมากกว่าพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบันเสียอีก นอกจากภัยจากฝรั่งตัวแสบแล้ว ช่วงนั้น เรายังถูกพวกกองกำลังจีนฮ่อเข้ามารุกราน เสด็จพ่อ ร. ๕ ได้ส่งทัพหลวงไปปราบโดยแยกออกเป็นสองทัพ ทัพหนึ่งมีกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเคลื่อนพลสู่ลาวทางภาคอีสาน ส่วนอีกทัพมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี มุ่งขึ้นเหนือสู่หลวงพระบาง การศึกครั้งนี้ยืดเยื้ออยู่นานปีกว่าจะสงบราบคาบลงได้

หลักฐานวีรกรรมของพระวิชัยราชา เริ่มจากหน้า ๕๓๕ กล่าวถึงความยากลำบากของกำลังพลซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เมืองซ่อนในช่วงเดือน ๘ พ.ศ. ๒๔๒๙ ทหารส่วนใหญ่ในกองทัพป่วยและตายไปด้วยไข้มาลาเรียเป็นจำนวนมาก สถานการช่วงนั้นวิกฤตคับขันยิ่งนัก เหลือคนดีที่ไม่เจ็บป่วยเพียง  ๑ ๑ คน รวมทั้งตัวแม่ทัพเอง พวกฮ่อซึ่งรู้ดีว่ากองทัพกำลังเข้าตาจน จึงสมทบกำลังกับพวกข่ารุกเข้ามาใกล้เพื่อจะเผด็จศึกตีค่ายไทยให้ราบคาบ ข้าศึกชุดนี้ฮึกเหิมมั่นใจในชัยชนะมากถึงกับประกาศว่า “เมื่อตีค่ายแตกแล้วจะจับเอาช้างตัวที่มีงาใหญ่ของแม่ทัพ ตัดเอางวงนำมาหลามกินให้สบายใจ”

แม่ทัพได้จัดให้คนในกองช้างและกองโคต่างให้รักษารอบค่าย และให้นายทหารที่ยังไม่ป่วยจัดการวางกับระเบิดไว้ตามทางที่ฮ่อจะยกเข้ามา และจัดให้เจ้าก่ำ บุตรเจ้าอุปราชผู้คุมกำลังเมืองหลวงพระบางมากับกองทัพยกกำลังไปสกัดพวกฮ่อไว้ที่ห้วยห้อม แต่ทหารเจ้าก่ำไม่สามารถหยุดยั้งพวกฮ่อได้ เฝ้าแต่ยิงโต้ตอบไปมาจนหมดกระสุน ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ แม่ทัพได้ตัดสินใจเรียกพวกหัวหน้ากองช้างเมืองแพร่ ลำปางและน่าน พร้อมพวกโคต่างมาประชุมเพื่อขอแบ่งคนให้ไปช่วยเจ้าก่ำตีโต้พวกฮ่อ เหล่ากองช้างและโคต่างมีความยินดีเต็มใจรับอาสาไปสู้รบศัตรู แม่ทัพจึงเอาเครื่องแบบทหารที่ป่วยตายไปแล้วให้พวกนี้แต่ง พร้อมให้นายร้อยโทแจ คุมปืนใหญ่ขึ้นติดตั้งบนหลังช้างชื่อพลายน่าน พร้อมทหารกำกับปืนอีก ๓ นาย รวมกำลังพลได้ ๒๐๐ คนเศษ รีบรุดออกไปสมทบเจ้าก่ำที่คอยท่าอยู่

รุ่งขึ้น ณ วันอาทิตย์เดือน ๘ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีจอจุลศักราช  ๑๒๔๘ พ.ศ. ๒๔๒๙ กองทัพที่ยกไปได้ระดมยิงปืนใหญ่ภูเขาอาร์มสตรองเข้าใส่ กระสุนระเบิดแตกเข้าไปในค่ายข้าศึก ๓ นัด ระเบิดถูกข้าศึกล้มตายลงและกระสุนที่ยิงนัดต่อ ๆ ไปนั้นได้เลยค่ายไปถูกภูเขาด้านหลังระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ข้าศึกตกใจกลัวเพราะเข้าใจว่ามีกองทัพยกมาตีกระหนาบโอบหลังอีกต่างพากันถอดใจมิคิดสู้ ทหารและกองช้างโคต่างพร้อมกันหักพังค่ายเข้าไปไล่ฆ่าข้าศึกล้มตายไปเป็นจำนวนมาก สามารถจับเชลยศึกได้อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งตัวหัวหน้า ทั้งพวกฮ่อและข่า และยังมีเชลยชายหญิงที่ข้าศึกกักขังไว้ในค่ายอีก ๓๖ คน พร้อมยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้อีกจำนวนมาก อนึ่งทหารลาวที่ไปด้วยนั้น มีความแค้นพวกฮ่อและข่ายิ่งนัก จึงได้ตัดใบหูข้าศึกข้างหนึ่งที่เสียชีวิตใส่ชะลอมมาฝากแม่ทัพได้ถึง ๖๐ คน แม่ทัพได้สั่งให้ตัดหัวประหารพวกหัวหน้าที่จับมาได้เสียบประจานไว้กลางทุ่งนาเมืองซ่อน ส่วนเชลยของข้าศึกทั้ง ๓๖ คน แม่ทัพได้สั่งปล่อยคืนกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมทั้งหมด........

หลังสร้างวีรกรรมตีค่ายฮ่อจนแตก เจ้าหนานขัติได้รับความดีความชอบโปรดเกล้าให้เป็น พระวิชัยราชา และต่อมา ระหว่างวิกฤตเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ รอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสยามประเทศ ท่านได้สร้างวีรกรรมไว้อีกครั้ง ด้วยการนำคนของเสด็จพ่อ ร.๕ ซ่อนไว้บนเพดานคุ้มวิชัยราชาจนพ้นภัย และต่อมา เมื่อรู้ว่าทัพหลวงมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นแม่ทัพรอนแรมมาประชิดติดเมืองแพร่ ท่านจึงตัดสินใจชักชวนเจ้าหลวงนำพานพุ่มชักม้าออกไปต้อนรับแม่ทัพด้วยตนเอง ความสัมพันธ์อันแนบแน่นรวมทั้งวีรกรรมท่านครั้งปราบฮ่อ ทัพหลวงจึงสามารถยาตราเข้าสู่นครแพร่ได้อย่างสงบราบรื่น ปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ ทำให้แผนชั่วร้ายของฝรั่งที่จะเขมือบล้านนาพังพินาศไป

เงี้ยวปล้นล้านนาเป็นการก่อการร้ายเบ็ดเสร็จ มีชาติมหาอำนาจหนุนหลัง วางแผนล่วงหน้ากันเป็นปี ก้าวพลาดผิดนิดเดียวอาจทำให้เราต้องสูญเสียดินแดนทั้งอีสาน ล้านนาและภาคใต้ให้ฝรั่งตัวแสบจนแทบไม่เหลือเป็นประเทศรัฐ แผนที่เฉือนแบ่งเค๊ก แบ่งดินแดนสยามพบในเวลาต่อมา แสดงว่าหากแผนนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะเหลืออยู่แค่กรุงเทพฯและรอบๆ! ทิศเหนือและอีสานหยุดอยู่แค่ลพบุรี สระบุรี ส่วนใต้สุดจะสะดุดอยู่แค่เพชรบุรี เพราะอังกฤษซึ่งได้แหลมมลายูไปแล้วจะเขมือบดินแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เราได้ขุดคอคอดกระ ซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์มหาศาลของตน ทั้งที่สิงคโปร์ ปีนัง สิ้นไป!

รวบรวมเก็บมาเล่าโดย วีระ สตาร์

รวบรวม เรียบเรียง โดย วีระสตาร์

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 05 สิงหาคม 2013 เวลา 13:48 น. )