หลังจากที่พระเจ้าได้บัญชาให้อับราฮัมให้ถวายอิสอัคแด่พระเจ้าและพระองค์ก็ได้ให้การอวยพรของพระองค์แก่เชื้อสายของอับราฮัมโดยผ่านเชื้อสายของเขากับนางซาราห์ก็คือ อิสอัค และเมื่ออิสอัคได้เติบใหญ่ขึ้นถึงเวลาที่อิสอัคจะต้องมีภรรยาซึ่งเป็นคู่ชีวิต จะสังเกตได้ว่าอับราฮัมไม่ได้ให้อิสอัคแต่งานกับคนต่างชาติ จึงได้ส่งคนรับใช้ให้ไปหาลูกสะไภ้จากเชื้อสายของพี่น้องของเขาเองที่เมืองฮาราน ซึ่งได้ไปพบกับหลานสาวของอับราฮัมเองผู้หญิงซึ่งได้รับพรผู้นี้ คือ นางเรเบคาห์ ซึ่งพี่ชายของเธอมีชื่อว่า ลาบัน จดจำชายที่ชื่อลาบันให้ดี เพราะว่า เขาแสบมาก แล้วจะเล่าให้ฟัง  ในบทความทีชื่อว่า “เหนือโกงยังมีโคตรโกง”  แต่เอาเป็นว่าตอนนี้เรากำลังจะพูดถึงชายหนุ่มผู้มีนามว่าอิสอัคจะได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้มีชื่อเรเบคาห์ ซึ่งมาจากชนเผ่าเดียวกัน  และความรักของเขาและเธอได้เติบโตขึ้น แต่ทว่านางเรเบคาห์ภรรยากลับมาดันเป็นหมันอีกคนเหมือนกับนางซารายผู้เป็นแม่ของอิสอัค แต่พระเจ้าผู้ทรงตั้งต้นแล้วต่อให้มีอะไรเป็นอุปสรรคก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ จนได้ถือกำเนิดฝาแฝดผู้ที่จะสร้างความปั่นป่วน น่าปวดหัวอย่างไรบ้าง แต่ถึงอย่างไรหนึ่งในท่ามกลางพี่น้องจะมีคนหนึ่งที่เขาจะถูกเรียกว่า “ชนชาติของพระเจ้า” ซึ่งชนชาติของถูกเลือกให้เป็นชนชาติที่จะเป็นพรต่อคนทั่วโลกต่อไป

คราวนี้ให้เรามาดูการถือกำเนิดของคนสองคนนี้และคำพยากรณ์อันชวนพิศวงกัน ปรากฏว่าในครรภ์ของเธอกับมีปฏิกริยาบางอย่างเกิดขึ้น คือเป็นเด็กที่กำลังเบียดเสียดกันอยู่ข้างในประมาณใครดีใครอยู่ เอาแล้วซิ คราวนี้คุณลองจินตนาการดู ถ้าคุณเป็นผู้หญิงคุณอาจเข้าใจ แต่ถ้าคุณเข้าใจมันอาจจะยากคุณซักนิด  สำหรับคุณผู้หญิง แค่คนเดียวก็แทบแย่แล้ว และนี่สองคนแค่ดิ้นนิดๆหน่อยก็คงไม่เป็นไรแต่นี่มันแบบว่าจงใจเบียดกันให้ตายกันไปข้างนึงเลย  คุณคิดดู นางเรเบคาห์จะรู้สึกอย่างไร คงเจ็บปวดน่าดู จนเธอต้องบอกว่า โอ้ย! ช่างทรมานอะไรเช่นนี้ จนเธอไม่อยากมีชีวิตอยู่  แต่แล้วสิ่งที่เธอตอบสนองตอนจบคือ ต่อให้เธอทรมานขนาดไหนก็แล้วแต่เธอจะพึ่งพระเจ้า เป็นคำทำนายพยากรณ์ว่า จะมีคนสองชาติเกิดขึ้นในครรภ์ของเธอ และจะต้องแยกกัน และอีกชนชาติหนึ่งจะแข็งแรงกว่าชนชาติหนึ่ง  และพี่จะรับใช้น้อง และเมื่อเด็กแฝดคลอดออกมา ผู้พี่มีลักษณะแปลกประหลาด คือผิวสีแดงมีขน ผู้มีนามว่า “เอซาว” และแฝดผู้น้องมีลักษณะเป็นเหมือนเด็กปกตินี่แหล่ะครับแต่ที่แปลกคือ ลูกแฝดผู้น้องผู้นี้ดันจับขาของแฝดผู้พี่คลอดออกมาแบบติดๆ ถ้าเป็นการวิ่งแข่ง ก็ประมาณแบบหายใจรดต้นคอกันไปเลยครับ เด็กน้อยผู้นี้จึงมีนามว่ายาโคป  และตอนนั้นอิสอัคมีอายุได้ 60 ปี แต่เรื่องราวปวดหัวยังไม่จบแค่นี้นี้เป็นแคน้ำจิ้มที่จะเกิดขึ้น  แล้วคำพยากรณ์จะเกิดขึ้นจริงมั้ย และครั้นเมื่อ เอซาวและยาโคบได้เติบโตทั้งสองคนนี้ก็จะมีลักษณะเด่นที่ต่างออกไปนั้นคือ เอซาวมีลักษณะเป็นพรานล่าสัตว์มือฉมังสามารถออกล่าสัตว์อย่างง่ายได้  และเอซาวได้เป็นที่รักให้กลับผู้พ่อ ก็คือ อิสอัคให้ได้กินเนื้อเยาโคบนั้นเขาเป็นคนเงียบๆอยู่บ้านและรับการสอนจากแม่และมีนิสัยขี้โกงและแม่ไม่ค่อยพอใจพี่ชายซึ่งก็อาจทำไม่ถูก คือเอซาวได้ไปแต่งงานกับหญิงชาวต่างชาติผู้ไม่รู้จักพระเจ้า  แต่ส่วนยาโคบเป็นที่รักต่อเรเบคาห์ผู้แม่ที่รักลูกที่น่ารักและเชื่อฟังอย่างยาโคบ ที่อยู่ใกล้ชิดแม่เสมอ และเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นมันก็เกิด มันคือ  “การขายสิทธิ์บุตรหัวปี   ก่อนอื่นอยากจะอธิบายเรื่อง บุตรหัวปีก่อนนะครับและจดจำ คำนี้ไว้ให้ดี ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่เป็นบุตรหัวปีนั้นจะได้สิทธิ์ในการรับการอวยพรในแง่พระสัญญาของพระเจ้าที่ได้ให้ไว้ต่ออับราฮัม และมาสู่อิสอัค และจะสู่คนต่อไปผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าพี่คนโต เขาย่อมมีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์นั้นคือ สิทธิ์แห่งพันธสัญญาของพระเจ้าของอับราฮัม และแน่นอน บุคลผู้นั้นย่อมเป็นใครไม่ได้ นอกจากชายหนุ่มผู้มีขนผู้มีนามว่า “เอซาว” แล้วเรื่องราวมันเป็นยังไงให้เรามาเล่าสู่กันฟังกัน และพร้อมกับวิเคราะห์บุคคลเหล่านี้กัน

วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมาจากท้องทุ่งหิวจัดอดอยาก เอซาวพูดกับยาโคบว่า "ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด" (เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อว่าเอโดม)*   * แปลว่า แดง * ยาโคบว่า "ขายสิทธิบุตรหัวปีของพี่ให้ฉันก่อนซี"  เอซาวว่า "ดูซิ ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว สิทธิบุตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้า"  ยาโคบว่า "สาบานให้ฉันก่อน" เอซาวจึงสาบานให้ และขายสิทธิบุตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ*  ยาโคบจึงให้ขนมปังและถั่วแดงต้มแก่เอซาว เขาก็กินและดื่ม แล้วลุกไป ดังนี้เอซาวก็ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน เอซาวผู้พี่คิดว่าตัวเองเป็นลูกรักของพ่อและคิดว่าตัวเองต้องได้สิทธิ์นั้นอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะคงได้คุยกันอยู่บ้างเกี่ยวกับการอวยพรเรื่องสิทธิ์บุตรหัวปีนั้น

จริงๆเขาเป็นคนที่แข็งแรงและมีความเชี่ยวชาญเรื่องการล่าสัตว์ป่า แต่สิ่งหนึ่งที่เอซาวไม่มีคือ เหมือนกับคนที่ไม่ใช้ความคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ถึงผลดีและผลเสียของการพูดและการตัดสินใจออกไปแบบไม่คิด ประมาณว่าขาดวุฒิภาวะทางปัญญาก็ประมาณนั้นเห็นจะได้ และในเวลานั้นเขาคงไปล่าสัตว์พึ่งกลับมาเขาคงจะเหนื่อยแล้วหิวจนถึงขนาดหน้ามืดตาลาย ประมาณว่าโมโหหิวจนขาดสติยั้งคิด ยาโคบเองก็เป็นคนที่ใกล้ชิดแม่ และแม่เองก็เป็นคนฉลาดและอาจจะมีเทคนิคกลโกงอยู่บ้างซึ่งจะเล่าที่หลัง และแน่นอนแม่มักจะสอนยาโคบถึงสติปัญญาและความรู้รวมไปถึงหลักการเชิงกฏหมายโดยเฉพาะเรื่องสิทธิ์บุตรหัวปี ซึ่งตามกฏคนที่ได้ไปย่อมได้รับการอวยพรจากพระเจ้าที่ทรงให้อับราฮัมผู้เป็นปู่ และมาสู่พ่อ และแน่นอนแม่ไม่พอใจเอซาวเพราะเขาไปมั่วหญิงต่างชาติไม่เห็นคุณค่าแห่งพระสัญญาของพระเจ้า

ในขณะที่เอซาวเหนื่อยและหิวนั้น ยาโคบได้ต้มถั่วแดงร้อนๆน่ารับประทาน และก็หัวหมอประมาณ ต้องมีข้อเสนอบางอย่างเพื่อมาแลกเปลี่ยน เป็นอย่างอื่นละจะไม่ว่าเลยแต่นี่ดันขอให้ขายสิทธิ์บุตรหัวปี ถ้าเป็นผม ผมก็จะถามน้องชายว่า เยอะไปหรือเปล่าน้องชาย เดี๋ยวพี่จะบอกพ่อแค่นี้ก็จบ ประมาณว่า ก่อนกินควรเขียนสัญญาว่าขายสิทธิ์หัวปีและเซนต์รับรองสำเนาถูกต้องก่อนแน่เลย นี่มันไม่คิดอะไรเลย ทันทีที่ยาโคบเสนอมา  เอซาวกับพูดดูหมิ่นสิทธิ์พิเศษที่เขาพึงได้รับ การดูหมิ่นสิทธิ์นี้เท่ากันดูหมิ่นพระเจ้านั่นเอง และในที่สุดสิทธิ์บุตรหัวปีเป็นของใครพี่น้องก็ทายกันเอาเองก็แล้วกันว่าเป็นของใคร แล้วคงจะทราบแล้วใช่มั้ยครับว่า จอมขี้โกงเป็นใคร และ คนที่ไม่เห็นคุณค่าเป็นใคร  ผมอยากจะประยุกต์ใช้เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ใช่จริงอยู่ว่านักการเมืองไทยอาจจะมีคนสองประเภทนี้อยู่บ้าง คือพวกขี้โกงและพวกไม่เห็นคุณค่า แล้วเราก็มาต่อว่าว่านักการเมืองขี้โกงอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ว่าพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็เห็นการประท้วง และปฏิวัติบ่อยครั้ง  ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า ใช่คุณหรือไม่เป็นผู้เลือกเขาเข้าไป  ใช่คุณหรือไม่ที่รับเงินจากเขา ถ้าใช่คุรกำลังดูหมิ่นคุณค่าแห่งสิทธิ์ของการเป็นประชาชนคนไทยไปแล้วอย่างสิ้นเชิง  กล่าวคือถ้าคุณว่านักการเมืองขี้โกง นั้นกำลังหมายถึงคุณกำลังไม่เข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาล เพราะมันหมายถึงการที่มีนักการเมืองเข้าไปโกงบ้านเมืองอยู่ในเวลานี้มันกำลังบอกว่า คุณต่างหากที่ขี้โกงเพราะคุณไม่ได้เลือกคนดีจริงๆเข้าไป แต่คุณกำลังเลือกพวกพ้องโดยคุณอาจขายเสียง เหมือนกับที่เอซาวขายสิทธิบุตรหัวปี และดูหมิ่นตัวเอง นั้นเป็นเพราะเราไม่เห็นคุณค่าของคำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงว่า คุณคือผู้มีสิทธิ์ และคุณต้องเห็นคุณค่าของมัน เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คนที่จะถูกกล่าวโทษนอกจากจะเป็นนักการเมืองแล้วนั้น คนที่สำคัญที่จะหนีไม่พ้น คนๆนั้นอาจคือ คุณก็เป็นได้

ก่อนลาจากไป ผมขอพูดถึงคน ๆ หนึ่ง คือ หนานชัย และน้อยสุริยะผู้พลีชีพเพื่อข่าวประเสริฐ เพื่อทำให้ข่าวประเสริฐเรื่องความรักของพระเจ้าได้มาถึงคนไทยทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะเขาเห็นคุณค่าของการเป็นคริสตชนและข่าวประเสริฐ เขาไม่รักตัวกลัวตายและเลิกเชื่อในพระเยซู แต่เขากลับยืนยันอย่างชัดเจนว่า”เขาเป็นของพระเยซู” ระวังนะครับ มารซาตานจะมาขโมยความรอดและพระพรของคุณไป แต่มันไม่สามารถเอาไปได้หรอกครับเพราะถ้าคุณเห็นคุณค่าของมัน อย่ายอมเด็ดขาด จงรักษาความเชื่อของคุณไว้จนวันตาย

สัปดาห์หน้าขอเสนอบทความเรื่อง “ พรของฉันหายไปไหน ? และการจากไปของผู้รับพรตัวจริง “

เขียนโดย อ.เด่น โยชูวาประเทศไทย

คริสต์จักรหัวใจพระคริสต์

อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 07 มีนาคม 2013 เวลา 23:10 น. )